|
|
 |
|
|
|
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 237 ตร.กม.
อยู่ในท้องที่ อ.น้ำปาด อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ และ อ.ชาติตระการ
จ.พิษณุโลก
ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน
ต่อเนื่องจากประเทศลาวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้
โดยมียอดภูสอยดาวเป็นยอดสูงสุด สูงถึง 2,102 ม. จากระดับน้ำทะเล
พรรณไม้
สภาพป่า ประกอบด้วยป่าสนเขา ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ
และป่าเต็งรัง เป็นป่าต้นน้ำของลำน้ำปาด
สถานที่ท่องเที่ยว
1. ป่าสนบนภูสอยดาว เป็นป่าสนสามใบ และทุ่งหญ้าที่งดงามมาก
ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ดอกไม้นานาชนิดจะเบ่งบานเต็มทุ่งสน
นอกจากนี้ยังมีน้ำตกงาม คือ น้ำตกสายทิพย์ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดเล็ก
มีทั้งหมด 7 ชั้น
2. น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตกขนาดกลางมีทั้งหมด 5 ชั้น
โดยมีบันไดเดินขึ้นชมน้ำตกแต่ละชั้นได้อย่างสะดวก
น้ำตกตั้งอยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติ
การเดินทาง
เส้นทางไปภูสอยดาวมี
2 เส้นทาง
เส้นทางแรกจาก อ.ชาติตระการ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1237 (
ชาติตระการ-ร่มเกล้า ) ไป 70 กม. เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1268
อีกไม่ไกลจะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ เส้นทางที่ 2 จาก
จ.อุตรดิตถ์ใช้ทางหลวงหมายเลข 1239 ไปอีก 47 กม.
จึงเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1268 ไปอีก 18 กม.
จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ
สถานที่ติดต่อ
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ 53110 โทร.
055-419234-5
|
|
 |
|
เช้านี้ที่ตลาด อ.ชาติตระการ |
 |
|
สาละวนกับการจัดของขึ้นชั่ง |
 |
|
น้ำตกภูสอยดาวคอยต้อนรับผู้มาเยือน |
|
จุดเริ่มต้นของการเดินทาง นัดพบที่ ปั๊ม ปตท. สนามเป้า มุม 7-11
ที่เก่าเวลาใหม่ค่ะ 23:00
น. เรามาคนที่สองต่อจากน้องโอ๊ต เห็นนั่งงัดกล้องมาส่องใหญ่เลย
เห็นว่าเพิ่งได้เลนส์มาโครมาใหม่กำลังเบอร์ 555
เหลือบไปเห็นเป้ใบเก่งของน้องเค้า เห็นบอกว่า
ลูกห่งลูกหาบไม่ต้อง
โอ๊ตแบกเอง ถ้ากะจากสายตาน้ำหนักคงประมาณสักสิบสามโลได้มั้ง
จะไหวหรือน้องเอ๋ย จากนั้นเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ก็เริ่มทยอยกันมาทั้งหมด 22 ชีวิต
บรรยากาศเริ่มเหมือนปากคลองตลาด เมื่อเพื่อนตะลอนกลุ่ม 2 มาถึงได้แก่
ตุ๋ม, หนิง, เด่น ( แวะมาส่ง เพราะกลุ่มสองนี้จะออกเดินทางคืนวันศุกร์ที่
5 ) เมาส์กันแหลก เห็นหน้านู๋บีทำหน้างง งง เหลือบมองหน้าคนโน้นที
คนนี้ที หรือว่าหูอื้อหว่า ก็ดันไปนั่งซะตรงกลางตลาดพอดี อิอิอิ
ทริปนี้ถูกใจสาวน้อย ( สาวเหลือน้อย ) หลายคนค่ะ เพราะมีหนุ่ม ๆ
มาเพิ่มสีสันให้กับทริปถึง 3 โต้งด้วยกัน (โต้ง, เบสท์, น๊อต ) พอได้เวลา 23:30
น. รถตู้ทั้งสองคัน ก็เริ่มออกเดินทางมุ่งสู่จุดหมายปลายทาง ตั่ว
Around The World
ผู้รอบรู้ไปเสียเกือบทุกเรื่อง
ก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในการชวนสมาชิกใหม่อย่างพี่ทิพย์ และนู๋บี
คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อสร้างความเป็นกันเอง
สักพักใหญ่ก็เงียบเสียงของทุกคน ระหว่างทางก็แวะปั๊ม
แต่รู้สึกว่าเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่จะชื่นชอบกับการนอนเอาแรง
เพื่อเตรียมขึ้นภูวันพรุ่งนี้ ซึ่งหลายคนไม่เคยมา
และไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับภูสอยดาว ประมาณว่ามาเปิดซิงทริปนี้ครั้งแรกก็หลายคนน่ะ
ประมาณ 6 โมงเช้าถึงตลาดชาติตระการ ฝนก็เริ่มตกพรำ ๆ ( ก็ลองมาลุ้นกันดูนะค่ะว่า
ตอนขึ้นภูจะเจอฝนไหมหนอ ) แวะซื้อของสดเพิ่มเติม
และทุกคนก็กินข้าวเช้ากันที่นี่
บางคนก็เตรียมซื้อข้าวกล่องสำหรับมื้อกลางวันที่พวกเราจะทานกันระหว่างทางขึ้นภูค่ะ
ประมาณ 7:00
น. ก็เริ่มออกเดินทางต่อ เพื่อมุ่งหน้าสู่ อช. ภูสอยดาว เพื่อน ๆ
ก็เริ่มคุยกัน บ้างก็ชมทิวทัศน์สองข้างทาง เปิดกระจกสูดอากาศบริสุทธิ์
ว้าวสดชื่นจัง บ้างก็ยังหลับ สงสัยเพราะหนังท้องตึง หนังตาก็เลยหย่อน
ระหว่างทางก็เห็นมีรถสองแถวเล็ก สีน้ำเงินวิ่งระหว่าง ร่มเกล้า -
ภูสอยดาว ถ้ากรณีท่านใดมารถทัวร์ก็สามารถนั่งรถสองแถวนี้เข้ามาที่อช.
ก็ได้ค่ะ ประมาณ
8:15
น. ก็ถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกภูสอยดาว ( ใช้เวลาประมาณ 75 นาที
จากตลาดชาติตระการ )
พอรถตู้จอดเพื่อน ๆ ต่างก็พากันลงมาประทับตรา
Passport
และจัดสัมภาระของตัวเองแพคใส่ถุงสีดำที่เตรียมไว้
ให้เจ้าหน้าที่ชั่ง และจัดสรรให้ลูกหาบ
สำหรับพวกเราแต่ละคนก็แค่รับผิดชอบน้ำหนักเป้เล็ก ๆ
คนละใบใส่น้ำกับข้าวกลางวัน แต่น้องโอ๊ตคนเดียวที่แบบสัมภาระส่วนตัวเอง
เลยเดินขึ้นภูล่วงหน้าก่อนเพื่อน
ฝนตกพรำ ๆ พอเย็นสบาย บางส่วนก็ทยอยเดินขึ้นภู เวลาขณะนั้นประมาณ 9:30
น. ส่วนนัท, เอ, อีส, ตั่ว อาสาขอเคลียร์ของกับทางเจ้าหน้าที่
ซึ่งพวกเราต้องรอชั่งของ ต่อคิวกลุ่มทัวร์ดอย ( ซึ่งสมาชิกเค้า มาประมาณ
2 รถตู้ และออกเดินทางจากปั๊ม ปตท. ก่อนกลุ่มพวกเรา
จึงได้ชั่งของก่อนตามระเบียบ ) ส่วนเราเดินขึ้นภูพร้อมกับพี่ใหญ่
น้องหนู ก็เดิน มาโครเห็ด ดอกไม้ ถ่ายภาพน้ำตกภูสอยดาว ซึ่งมีถึง 5 ชั้น
มาตลอดทาง สักพักก็เจอสมาชิกตามมาคือ กลุ่ม 3 โต้ง และก็ เอ, อีส, นัท,
ตั่ว งานนี้ตั่ว เป็นฮีโร่รับอาสาประคองไข่ 2 แพคขึ้นภู ( ลองลุ้นดูซิค่ะ
ว่าจะแตกสักกี่ใบ อย่างน้อยก็มี 2 ใบเป็นทุนว่าคงไม่แตก
แต่อาจจะถลอกนิดหน่อย ถ้าเดินขึ้นไม่ระวัง อิอิอิ )
|
|
|
|
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ชั่งน้ำหนักของที่นี่ |
|
|
|
|
สักการะศาลเจ้าพ่อภูสอยดาว
ก่อนขึ้นภูฯเพื่อความเป็นสิริมงคล |
|
เดินสักพัก ก็ 12:00
พวกเราก็เริ่มหิวข้าวก็ตกลงกินข้าวที่จุดเนินส่งญาติ ( เป็นเนินแรก
ซึ่งค่อนข้างสูงชัน เมื่อแหงนหน้ามองตามทางเดิน
ย่อมเกิดความคิดที่จะขอมาส่งเพื่อนฝูง หรือญาติมิตร
แค่ตีนภูก็เพียงพอแล้ว นี่แหละคือที่มาของชื่อ เนินส่งญาติ )
ซึ่งห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 1.5 กม.
บางคนข้าวกล่องของตัวเองอยู่ที่เพื่อนอีกคนซึ่งเดินล่วงหน้าไปแล้ว
นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราก็สามารถแบ่งปันกันได้ค่ะ
อร่อยดีโดยเฉพาะข้าวผัดกุนเชียง กล่องละ 10 บาท ของนายตั่วที่คุยไว้ตอนซื้อที่ตลาดชาติตระการ
ซึ่งพวกเราก็ลองลุ้นกันดูว่า
จะเป็นวิญญาณกุนเชียงหรือว่าเนื้อกุนเชียง ปรากฏว่าเป็นเนื้อกุนเชียงจ้า
หาซื้อยากนะข้าวกล่องครบเครื่องแบบราคาประหยัด 10 บาทเนี่ย ขอบอก... หลังจากกินอิ่ม ก็นั่งคุยกันสักพักค่อยเดินทางต่อ เพราะเดี๋ยวจุก
ระหว่างทางเดินก็จะเจอกลุ่มอื่น ที่ขึ้นภูเหมือนกัน
ซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อนหรอก แต่ก็ยิ้มให้ เป็นการให้กำลังใจ
ทักทายกันบ้างนิดหน่อย ฐานะผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน แหมม!
ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเลย แล้วจะรอดไหมเนี่ย
แค่เนินส่งญาติก็แทบอ๊อกแล้ว เพราะเพิ่งกินอิ่มมา แต่ก็สู้ตายค่ะ
ระหว่างทางก็จะเดินลำบากนิดหน่อย เพราะฝนเพิ่งตก ทางก็เป็นดินเฉอะแฉะ
แต่ก็ไม่ถึงกับลื่นล้ม พวกลูกหาบมีทั้งผู้ชาย และก็ผู้หญิง
มีอายุตั้งแต่ประมาณ 15 ปีขึ้นไป
เดินขึ้นภูพร้อมกับน้ำหนักของสัมภาระประมาณคนละ 20 กว่ากิโล
แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน ประมาณสัก บ่ายโมง
เจอพวกลูกหาบกลุ่มหนึ่งกำลังพักทานข้าวกันอย่างอร่อย ที่จุดหินกองกลาง
เห็นพี่ลูกหาบเค้าบอกว่าประมาณครึ่งทางแล้ว ก็เลยหยุดพักพูดคุยกับพวกพี่
ๆ ลูกหาบ เราอยากลองน้ำหนักของสัมภาระของพี่ลูกหาบผู้หญิงคนหนึ่ง
ก็เลยลองเอาแขนทั้งสองคล้องสายสะพาย เพื่อลองยกดู
สัมผัสแรกว่าเอ๊ะทำไมไม่หนักเท่าไหร่เลย ที่ไหนได้
พี่ใหญ่ช่วยพยุงน้ำหนักข้างหลังให้ พอพี่ใหญ่ปล่อยมือนะ
เรานะเซเลยอย่าว่าแต่เดินเลย แต่ประครองนิ่ง ๆ ก็ยังไม่รอดเลย บ่ายสองโมง ถึงเนินเสือโคร่ง ที่ระดับความสูง 1,500 เมตร
ที่มาของชื่อนี้ก็เพราะ พบต้นพญาเสือโคร่งขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก
อีกทั้งยังเป็นต้นน้ำของน้ำพราย และน้ำภาค
ตรงจุดเนินเสือโคร่งเริ่มมองเห็นทิวทัศน์เขียว ๆ เห็นหมอกบ้าง
ค่อยหายเหนื่อยหน่อย แล้วก็มองเห็นเนินมรณะซึ่งมองเห็นคนกำลังเดินริบ ๆ
และแล้วก็ถึงเนินมรณะ มีป้ายบอกให้ระวังทางลื่น และทางก็สูงชัน
จุดหมายปลายทางก็ใกล้เข้ามาทุกที เพราะอีก 1.5 กม. ก็จะถึงลานสน
ที่ระดับความสูง 1,633 เมตร ซึ่งเป็นจุดกลางเต็นท์ของพวกเราแล้ว เย้...
และแล้ว 15:00
น. ก็มาถึงลานสนแล้ว ( ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง เดินแบบเบิร์ด เบิร์ด
ค่ะไม่รีบ ชมธรรมชาติไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก )
มองเห็นทุ่งดอกหงอนนาคสีม่วง มีสีขาวด้วยแต่มีน้อยมาก แล้วก็ทิวสน ,
ทะเลหมอก ว้าวชื่นใจหายเหนื่อยเลย นั่งพักแป๊บนึงก็เดินไปถ่ายรูป เจอพี่นัทถามว่าพี่มาถึงนานยังค่ะ
?
พี่เค้าก็เงยหน้าขึ้นมามอง แล้วก็พูดแบบต้องอ่านปากเอาเอง
สามารถจับใจความได้ว่า
เพิ่งมาถึง
ไม่มีเสียงแบบว่าเหนื่อยมาก
รู้สึกว่าเราถึงเป็นกลุ่มสุดท้าย
พวกเรากลุ่มตะลอนก็จับจองที่กางเต็นท์
ซึ่งติดกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนภู ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ
และบริการให้เช่าของอยู่บนภูค่ะ
|
|
|
|
เนินส่งญาติ มองขึ้น |
|
|
|
เนินส่งญาติ มองลง |
|
หลังจากช่วยกันกางเต็นท์ จัดของเข้าเต็นท์ ก็ช่วยกันเตรียมทำอาหารเย็น
นำโดยแม่ครัวเอ - อีส บางกลุ่มก็อาสาไปนั่งเฝ้าถ่ายภาพพระอาทิตย์
ซึ่งก็เป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งเพราะยังเห็นท้องฟ้าเป็นแสงสีส้ม
และพระอาทิตย์ก็ยังมองเป็นวง ซึ่งยังดูสวยงามกว่าทริปภูหินร่องกล้า
ที่อุตส่าห์รีบวิ่งไปดูที่ลานหินแตก แต่ก็ไม่เห็นแสงเลย
เห็นแต่เมฆกับหมอก แล้วก็ความมืด จากนั้นก็เดินกลับ เพื่อน ๆ บางกลุ่มก็กำลังนั่งกินข้าวพอดี
กับข้าวมื้อแรกที่แสนอร่อยของพวกเรา ได้แก่ ยำวุ้นเส้น,
ไข่เจียวสูตรเด็ดของพี่โส, กระเพราหมูใส่ถั่วฝักยาว,
แกงเขียวหวานที่เกือบจะใส่ใบกระเพราแทน เพราะที่ตลาดชาติตระการ เห็นเอ
หาใบโหระพาอยู่ตั้งหลายร้านกว่าจะเจอ ( ลืมบอกไปว่านายตั่วสามารถพิทักษ์ปกป้องไข่ไม่ให้แตกได้
1 แพคค่ะ ส่วนอีกแพคแตกหมดค่ะ )
ทริปนี้โชคดีที่ได้พี่ทร เสียสละแบกกีต้าร์ ขึ้นภู ( แต่ได้ยินแว่ว
มาว่าระหว่างขึ้นภูจะเฟี้ยงทิ้งหลายรอบเลยเหรอค่ะพี่ )
เพื่อมาบรรเลงให้เราฟัง และเสียงร้องอันไพเราะของพี่ทร และเบสท์
โดยมีโต้ง น๊อต เป็นคอรัสจ้า ขับกล่อมเพื่อน ๆ
ชาวตะลอนซึ่งนอนหลับใหลอยู่ในเต็นท์ซะส่วนใหญ่ ประมาณสี่ทุ่ม
กลุ่มที่เล่นดนตรีก็สลายตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน...
|
|
|
เช้าวันเสาร์ที่ 6 ประมาณ 6:00
เช้าทุกคนต้องตกใจตื่นเพราะเสียงเจ้านัท โวยวายน้ำเข้าเต็นท์ตอนตีสาม (
เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ทำอะไรไว้ต้องระวัง
เพราะกรรมติดจรวดค่ะ กล่าวถึงทริปภูหินร่องกล้า เจ้านัทเนี่ยหัวเราะพี่ใหญ่
แซวว่าแอบเลี้ยงปลาในเต็นท์ ฮ่าฮ่าฮ่า สมหน้าต้องมานั่งเช็ดน้ำ
ตอนตีสาม ) สิ้นเสียงนัททุกคนก็ทยอยตื่นปฏิบัติภาระกิจส่วนตัว
แล้วก็มาช่วยทำกับข้าว ทริปนี้นัยโต้งได้ฉายาว่า
โต้งติดเตา
ส่วนพี่โสก็มือวางอันดับหนึ่งในการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ (
หมายถึงการเอาไม้ขัดฝาหม้อแล้วก็กลับข้าวในหม้อน่ะ
เค้าเรียกอย่างนี้รึเปล่า แต่เพื่อน ๆ คงเข้าใจนะ
ท่าทางพี่เค้าทะมัดทะแมงมาก )
ส่วนน้องโอ๊ตทริปนี้ยกให้เป็นผู้จัดการทั่วไป ประจำทริปเลย เพราะทำหน้าที่ตั้งแต่ ลูกหาบ,
พ่อครัว, คนล้างจาน ( น้องขา ขยันจังเลยตื่นก่อนเพื่อน
เห็นมาเก็บทำความสะอาดพื้น
แล้วหยิบจานที่วางกองไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมาล้าง
เนื่องจากมืดแล้วไปล้างไม่สะดวก ทุกคนก็ลงความเห็นว่าไว้ล้างเช้าล่ะกัน
) ประมาณ 8:10
พวกเราทุกคนก็ได้กินข้าวต้มแสนอร่อยกันแล้ว กับข้าวก็มี ยำไข่เค็ม,
ยำผักกาดกระป๋อง, ยำมะม่วง, ปลาเค็มทอด, หัวไชโป้ผัดใส่ไข่
รู้สึกว่าข้าวต้มหม้อเดียวไม่พอ ก็เลยต้องหุงเพิ่มอีกหม้อ
เช้านี้เรื่องสนทนาที่แว่ว ๆ เข้าหู ก็จะเป็นพี่ทรเล่นกีต้าร์เก่งจัง
เล่นได้ทุกแนว เสียงก็ไพเราะ เบสท์ก็ได้แชมป์นักร้องชายเดี่ยวไปครองเลย
และหลายคนบอกว่าอยากลุกมาแจม แต่ก็ลุกไม่ไหวปวดขา
เพราะบางคนหลังจากที่ได้มีโอกาสคุยกันก็ไม่เคยขึ้นภูมาก่อน
บางคนก็เคยขึ้นแล้วแต่ไม่เหนื่อยเท่าไรเพราะรถจอดถึงที่ บ้างก็เปิดซิงเต็นท์ใหม่กันเลย
อย่างพี่ทิพย์ กับนู๋บี
หลังจากทานข้าวต้มกันอิ่มแล้ว ก็เตรียมตัวเดินไปจุดโทรศัพท์ 500 ม.
ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พวกเราก็ทยอยเดินไปเรื่อย ๆ
ต่างพูดคุยหยอกล้อกัน เพราะเริ่มสนิทคุ้นเคยกันแล้ว น่าจะเดินไกลมากกว่า
500 เมตรน่ะ ผ่านหลักเขตแดนระหว่างไทยลาวด้วย โอ้โฮเดินเช็คคลื่นตลอดทาง
พอเริ่มมีคลื่นก็ตอนเข้าไปแดนลาวน่ะ ท่านใดที่ใช้
GSM
แรงชัดทั่วไทย แถมข้ามไปแดนลาวก็ยิ่งชัด ก็วาสนาดีไป
แต่สำหรับ
DTAC
ก็นิ่งสนิทค่ะ
ช่วงนี้หมอกเยอะมาก ทิวสนมองดูแล้วสวยดี
ดอกหงอนนาคก็พบเห็นได้ทั่วไปจ้า
หลังจากถ่ายรูปหมู่เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับที่พัก
เพื่อเตรียมทำอาหารกลางวัน กะว่าจะห่อไปกินกันที่น้ำตกมอส พี่ใหญ่, นัท,
โอ๊ต, ตั่ว ก็เห็นว่าเดินไปสำรวจก่อน ไปกรุยทางให้ก่อนนะ เพื่อน ๆ
จะได้เดินกันสบาย ๆ เพราะพี่ใหญ่, ตั่ว
เห็นบอกว่าเคยมาแล้วแต่อาจจะหลงลืมไปได้บ้างตามวัยนะ
แต่สุดท้ายพวกเราก็กินมาม่าผัดกันที่แคมป์เลย
และก็หิ้วไปฝากพี่ใหญ่ที่เดินล่วงหน้าไปแล้ว กลุ่มน้องหนู กับเพื่อนได้แก่ เดียร์, อิ๋ว, ฐา
แยกไปสำรวจน้ำตกสายทิพย์ ประมาณ 10:30
ตั่ว, นัท ก็เริ่มนำสมาชิกเข้าป่าไปสำรวจน้ำตกมอส ไปสมทบกับพี่ใหญ่,
น้องโอ๊ต ก็รวมทั้งหมด 14 ชีวิต โดยมีพี่ใหญ่เป็นผู้นำทาง
หลงบ้างแต่ก็ไม่มีใครบ่น ( แต่อาจจะมีบ่นใบ้มั้ง อิอิอิ )
แต่ทุกคนก็ยังดูมีความสุขดีนะ
ระหว่างทางดูแล้วยังเป็นป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่
เพราะไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไร
ขนาดเจ้าหน้าที่ก็บอกว่ายังไม่เคยมาเหมือนกัน เราจึงต้องสุ่มกันมาเอง เห็นกล้วยไม้พันธุ์สิงโต, รองเท้านารีด้วย เคยได้ยินแต่ชื่อก็เพิ่งเห็นเนี่ยแหละ
เป็นดอกสีขาว, พวกเราเดินป่ากันแบบอนุรักษ์ธรรมชาติมากค่ะ
ขนาดเจอเห็ดสีแดงดอกเล็ก ๆ ซึ่งอยู่กลางทางเดิน พวกเราก็ช่วย บอก ๆ
กันว่าระวังเหยียบนะ ประมาณสัก 11:30
พี่ใหญ่ก็ชักลังเลทางแล้ว ก็เลยพาไปอีกทาง ซึ่งทางนี้ โอ้โห
ต้องมีการจับเชือกโรยตัวลงด้วยเพราะทางมันชัน
และก็มีเดินลุยน้ำประมาณครึ่งน่อง มีโขดหินเล็กใหญ่ มีมอสปกคลุมหนาเต็มไปหมด
นึกในใจว้าว
!
|
|
|
เห็นมอสแล้วคงใกล้ถึงจุดหมายแล้ว ตลอดทางพวกเราพยายามไม่เหยียบมอสข้างทาง จนบางครั้งก็ต้องเลือกเดินทางที่ลื่นเพื่อไม่อยากเหยียบ
แต่บางครั้งก็สุดวิสัยค่ะ สักพักต่อมาก็ได้ยินเสียงสาว ๆ ร้องกรี้ด ๆ
สาเหตุที่ร้องก็เพราะเจอเจ้าทากตัวน้อยชะเง้อคอทักทายนี่เอง สมาชิกจาก
14 ชีวิตก็เหลือ 11 ชีวิต ( โดยมีพี่โอ๋ นำทางตั่วกับพี่พุทกลับแคมป์
เพราะถ้าตั่วพากลับอาจจะได้ ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
หรืออาจจะพบที่เที่ยวแห่งใหม่ก็ได้ อิอิอิ ) จากนั้นพวกเรา 11
ชีวิตก็เริ่มเดินกันต่อ ไปเรื่อย ๆ เจอน้ำตกก็ถ่ายรูปกัน
ซึ่งก็ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่านั่นคือน้ำตกมอสจริงป่าว
บางคนแบบว่าลื่นบ้าง ล้มบ้าง แต่ก็ใจยังสู้ค่ะ บางคนยืนดูเพื่อนอยู่เฉย
ๆ ขาอ่อน ล้มเองก็มีเป็นที่สนุกสนาน และแล้วก็มาถึงจุดสิ้นสุดการเดินทาง
เพราะมันไม่สามารถลงไปต่อได้
เนื่องจากเป็นหน้าผาสูงแล้วลงลำบากและก็อันตรายด้วย
เสียดายถ้าได้ยืนอยู่ข้างล่างแล้วมองขึ้นมาคงจะสวย ก็ได้แต่หวังว่ากล้องของนัทกับน๊อตคงใช้การได้นะจ๊ะ
เพราะสวยจริง ๆ ชอบ จากนั้นพวกเราก็เดินย้อนกลับขึ้นไปทางเห็ดเล็กสีแดง
ซึ่งไม้ที่ทอดไว้หักเพราะน้ำหนักของนัยโต้งคนเดียว
ก็เดินลำบากนิดหน่อยไม่มีปัญหาใจสู้ซะอย่าง
สักพักก็ได้ยินเสียงพี่ใหญ่บ่นหิว เพราะยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน แถมตั่วก็ปรารถนาดีหิ้วมาม่าผัดแสนอร่อยกลับแคมป์อีก
สมาชิกจาก 11 ชีวิต ก็เหลือ 8 เพราะกลุ่ม 3 โต้งขอกลับแคมป์ก่อนสงสัยหิวมั้ง
จากนั้นพวกเรา 8 ชีวิตก็เดินทางกันต่อ เพื่อไปจุดชมวิวสูงสุดของลานสน
ด้วยระดับความสูงประมาณ 1,640 เมตร ถึงจุดชมวิวก็ประมาณ 14:30
ก็งัดมาม่าแห้งขึ้นมาสามัคคีกันกินแล้วก็เดินทางกับแคมป์
ระหว่างทางก็ชมธรรมชาติ ทิวสน ทะเลหมอก ไปเรื่อยๆ พบร่องรอยบังเกอร์
ของทหารสมรภูมิสมัยร่มเกล้าด้วย แล้วก็เจออีเห็นสีแดง สวมหมวก บิน ๆ
อยู่แถวลานสนตรงบริเวณจุดชมวิว ที่ระดับความสูง 1,633 เมตร
ไม่รู้ว่าใครเก็บภาพได้ป่าวเอ่ย จากนั้นก็มุ่งหน้าเดินกลับแคมป์ ถึงแคมป์ก็ราว
ๆ 15:00
น. ทุกคนหิวกันมากก็ได้ขนมถั่วแดงต้มน้ำตาล กินรองท้อง
|
|
|
|
ก้อนหินทุกก้อนปกคลุมไปด้วยมอส |
|
|
| |
|
|
แล้วก็เจอสมาชิกตะลอนกลุ่มสอง ซึ่งก็คงหากลุ่มตะลอนกลุ่มเราได้ไม่ยากนัก
เนื่องจาก ได้สัญลักษณ์ลูกโป่งสีหวานที่ผูกห้อยอยู่หน้าแคมป์
กลุ่มสองก็ได้แม่ครัวหนิงเพิ่มมาอีกหนึ่งคน มาช่วยกันทำกับข้าวมื้อเย็น
มื้อนี้กินข้าวเร็วกว่าเมื่อวาน เพราะได้ยินมาว่า
กลุ่มสองไม่ได้เตรียมข้าวกลางวันขึ้นมากินด้วยมั้ง คงจะทั้งเหนื่อย
ทั้งหิว กับข้าวก็น่ากินทั้งนั้น พอดีเรากินช้านะ เท่าที่เห็นก็มีแกงส้ม,
ต้มจืด, น้ำพริกนรก หรือน้ำพริกแมงดาหว่า, ถั่วฝักยาวชุบไข่ทอด
เมื่อสมาชิกตะลอนทั้งสองกลุ่มมารวมตัวกันก็คุยกันเสียงดัง
เหมือนผึ้งแตกรัง เผากันไปก็เผากันมาเป็นที่สนุกสนาน อื้ม
!
เกือบลืมไปมีเพื่อนตะลอนกลุ่มสอง ที่ชื่อพี่เจี๊ยบ
พี่เค้าคงรักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจเลยมั้ง
ถ่ายภาพเป็นโปสการ์ดออกมาสวยมากจริง ๆ ดูหลายรอบก็ยังไม่เบื่อ
พวกเรารุมดูกันใหญ่เลย
ได้ยินมาว่าพี่เค้าไปประกวดถ่ายภาพก็ได้รับรางวัลด้วยนะ ฝีมือเยี่ยมจริง
ๆ
พอหกโมงเย็น ก็มีคนทยอยไปดูพระอาทิตย์ตกกัน
แต่สักพักก็เดินกลับมาหน้าจ๋อย ๆ
ก็ลองคุยดูเห็นเค้าบอกกันว่าฟ้าปิด มองไม่เห็นแม้แต่แสง
เมื่อวานเย็นยังดูสวยกว่า
เย็นนี้รู้สึกว่าเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ชุดใหม่มั้ง เห็นพี่ทรเข้าไปร่วมแจมด้วย
เปิดคอนเสิร์ตตั้งแต่ยังไม่ค่ำเลย ได้ยินเสียงสาว ๆ แซวขึ้นมาว่า
พี่ทรอย่าลืมเก็บเสียงไว้คืนนี้ด้วยนะค่ะ จะมาร่วมแจมด้วย
คืนนี้มีสมาชิกสาว ๆ อย่างพี่โอ๋ พี่พุท มาร่วมร้องเพลงกับพวกเราด้วย
รอบดึกก็มีขนมบัวลอย หากินบนภูยากนะจะบอกให้
ทุกคนต่างกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ( ผู้จัดการเราก็ยังเก่งเหมือนเคย
ปั้นบัวลอยก็เป็นด้วย )
คืนนี้ได้กระชายดำที่พี่บังซาฝากขึ้นมาให้พวกเรา
พวกสิงห์อยากลองทั้งหลายต่างก็ชิมกันทั่วหน้า อย่างน๊อตนี่ก็หน้าแดงตั้งแต่ยังไม่ค่ำเลย
ส่วนนัยโต้งก็พูดแบบ คนฟังต้องตั้งใจฟังนิดนึง เพราะพูดแบบลิ้นรัว ๆ
ส่วนเบสท์นี่ยังปกตินะ สงสัยคอทองแดง หรือว่าแอบบ้วนทิ้งหว่า อื้ม!
เกือบลืมพี่ใหญ่ เมากระชายดำกับข้าวเหนียว ฟอร์มหลุด
นั่งร้องเพลงหลับตาตลอดเลย หลับในเปล่าไม่รู้ซิ พอสี่ทุ่มวงดนตรีก็เลิก
แยกย้ายกันไปนอน
|
|
เช้าวันอาทิตย์ พวกเราต้องเดินทางลงภูกันแล้ว
เวลาที่เรามีความสุขก็มักผ่านไปรวดเร็วอย่างนี้แหละ ตื่นขึ้น
ฝนก็ตกพรำตลอดเลย แล้วก็เริ่มได้ยินเสียงเพื่อน ๆ
ร้องเรียกนัยโต้งติดเตาให้มาปฏิบัติหน้าที่ และเสียงเรียกนายตั่วให้มาล้างจาน
ได้ยินเสียงพี่ใหญ่ จากเต็นท์ข้าง ๆ บ่นแบบ งงตัวเองว่า...เมื่อคืน
พี่เค้าจำไม่ได้ว่าเข้ามานอนตอนไหน เดินมาหรือกลิ้งมาหว่า...
บางส่วนก็ทำกับข้าว บางส่วนก็ทยอยไปล้างหน้าล้างตา
แล้วก็มานั่งกินข้าวต้ม
นับว่าเป็นมื้อสุดท้ายที่อยู่บนภูของตะลอนกลุ่มแรก
และก็เป็นมื้อที่สองของตะลอนกลุ่มสอง
หลังจากอิ่มหนำแล้วกลุ่มแรกก็แยกย้ายเตรียมตัวไปเก็บเต็นท์
และจัดของเตรียมสำหรับให้ลูกหาบ เพราะลูกหาบขึ้นมารอตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ
ส่วนตะลอนกลุ่มสองก็เตรียมตัวไปน้ำตกสายทิพย์ และน้ำตกมอส ( โดยมีนัทขออยู่ต่ออีกคืนเพื่อเป็นผู้ยืนยันว่าน้ำตกมอส
ที่พี่ใหญ่พาพวกตะลอนกลุ่มแรกไป กับน้ำตกมอส ที่เจ้าหน้าที่ชุดใหม่
กำลังจะพาพวกตะลอนกลุ่มสองไปนั้น อันไหนจริงหรือหลอกหว่า
!
แต่หลังจากกลับมาถึงกรุงเทพฯ กันแล้ว นัทบอกว่า
ตอนเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่าตะลอนกลุ่มแรกมาอีกทางหนึ่ง
เจ้าหน้าที่ถึงกับอึ้ง..ว่าเอ๊ะ พวกเรามากันได้ไงหว่า
เพราะเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่เคยมาเลย เพราะทางมันเดินลำบากมาก )
ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจากเต็นท์ฝนก็ตกตลอด
ระหว่างเดินลงภูฝนก็ยังไม่มีวี่แวววาจะหยุดตกเลยค่ะ ทางจึงลื่นมาก
เฉอะแฉะด้วย มองน้ำสีดินแดงที่ไหลลงมาจากข้างบน เริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ
ขอบอกว่าระหว่างทางลงถ้าใครไม่ได้จับกบเลยสักตัวเชยม๊าก มากค่ะ...
ไม่เชื่อก็ถามนู๋น้องได้ เพราะเธอผู้เดียวที่ครองแชมป์หญิงเดี่ยวจับกบ
ในท่าฟรีสไตล์ ถ้าเพื่อน ๆ อยากรู้ว่าท่าไหนบ้าง
ต้องขอดูเทปบันทึกภาพได้จากพี่ใหญ่ค่ะ แล้วก็แว่ว ๆ มาว่าลงภูมา นู๋น้องสามารถตั้งฟาร์มกบได้เลยอ่ะ ขาลงภูใช้เวลาประมาณ
3 ชม. เพราะลงภูก็ประมาณ 10:00
ถึงตรงน้ำตกภูสอยดาว ก็บ่ายโมงตรงได้ ( ซึ่งตอนขึ้นภูใช้เวลาประมาณ 5
ชม. ก็รู้สึกเหนื่อยนะ แต่ขาลง ปกติจะสบายกว่ามากถ้าฝนไม่ตก แต่ทริปตะลอนขาลงเจอฝนตลอด
ลงเร็วก็ไม่ได้ต้องเกร็งขามาก เพราะจะลื่น
วันจันทร์หลายคนต้องตื่นขึ้นมาทำงาน เดินขึ้นบันไดบ่นกันอ๋อย เลย )
|
|