ดินแดนถิ่นขุนเขา                       หมอกขาวหนาวเย็นตลอดปี
ประเพณีหินสี่ทิศ
                        ติดเขตเหืองแบ่งเมืองไทย – ลาว
พร่างพราวน้ำตกงาม              ลือนามแหล่งถือศีล
พระธาตุดินแทนศักดิ์สถาน
         ตระการตาค้อป่าใหญ่
สูงสุดไกลภูตีนสวนทราย
             คักแท้หลายนาแห้วอุทยานฯ

อรุณเบิกฟ้าที่ “ภูสันทราย” (อุทยานแห่งชาตินาแห้ว)

                เพราะพายุลูกแล้ว ลูกเล่าที่โหมกระหน่ำ ประเทศไทย ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผน กะทันหัน หันมาก โปรแกรม นั่ง อีแตํนขึ้นภูแปก ต้องยกเลิกไปโดยปริยาย เสียดายมาก เพราะ เป็น พระเอกของทริปเลย ฉันยังสรุปกันไม่ได้ว่าจะไปที่ไหนระหว่าง ภูหลวง และนาแห้ว บอกตรงๆ ว่า ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ “นาแห้ว” ก็ไม่อยากไปแล้ว ฟังดูไม่ดีเลย แต่ท่านหัวหน้าบอกว่าจะไป “นาแห้ว” ว่าไงว่ากันอยู่แล้ว

              อุทยานแห่งชาตินาแห้ว อยู่ในเขต อ.นาแห้ว จ.เลย มีภูสันทรายสูงโดดเด่น ท่ามกลางทะเลภูเขา สลับซับซ้อน จุดที่สูงที่สุด สูงถึง 1408 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นป่ารอยต่อ ระหว่างชายแดนไทย – ลาว ของ เขต อ. นาแห้ว และเป็นป่าผืนเดียวที่ติดต่อกับป่า อ.ชาติตระการ ป่าภูเมี่ยง ภูทอง ในเขตพิษณุโลก ต่อ อุตรดิตถ์และผืนป่าในฝั่งลาว “.นาแห้ว มีสภาพเป็นอำเภอชนบท เป็นเมืองปิด ไม่ใช่ทางผ่าน และยังคงถูกปิดด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ทำให้นาแห้วยังคงสงบ”  ฉันมาถึงที่นี่ตอนเที่ยงวัน แต่อากาศกำลังเย็นสบาย  เรียกว่าเห็นครั้งแรกก็โดนใจเลย บรรยากาศเหมือนอยู่เมืองเหนือเปี๊ยบ ในวันที่ฉันไปถึง เราเป็นนักเดินทางกลุ่มเดียวที่มาเยี่ยมเยียนในวันนั้น ความรู้สึกไม่ต่างกับอยู่ในไร่ส่วนตัว ภูมิทัศน์โดยรวม อยู่ในระหว่างการปรับปรุง ทางอุทยานฯ กำลังปรับพื้นที่ ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ปลูกหญ้ากันวุ่นวาย ลานกางเต็นท์ก็เพิ่งจะปรับหน้าดินเสร็จ เรียบร้อย ยังเป็นดินแดงอยู่ คงไม่สะดวกหากเราไปตั้งแคมป์ แล้วฝนตก ท่านหัวหน้าอุทยานฯ จึงอนุญาติให้คณะของเราไปกางเต็นท์ที่สนามหญ้าหน้าบ้านภูสันทรายได้ และถ้าหากฝนตก ก็อนุญาตให้เข้าไปหลบฝน ในห้องโถงของบ้านภูสันทรายได้เช่นกัน
                สนทนากับเจ้าหน้าที่เรื่องแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานฯได้ความว่า มีทั้งแบบสบายๆ คือน้ำตก และ แบบผจญภัย คือ บุกป่าฝ่าดง(ทาก) ให้เลือกตามใจชอบ และแน่นอนฉันเลือกเดินป่า ขอตัวจากเจ้าหน้าที่ไปจัดการกับ กระเพาะที่กำลังร้องโยเย เพราะเวลาเลยเที่ยงวันไปนานแล้ว

 

บ่ายแล้ว ยังไม่ได้เตรียมอาหารกลางวันของวันนี้เลย แถมมาอย่างกระชั้นชิด ต้องเร่งทำเวลาเพราะจะต้องเดินอีกไกล ตอนแรกท่านหัวหน้าทริปบอกว่าจะออกเดินทางกันเลยไปหุงหาอาหารเอาข้างหน้า แต่หลายคนทักท้วงว่าควรจัดการกับอาหารให้เรียบร้อยเสียก่อนจะได้ไม่ต้องเสียวเวลากลางทาง “Campermeal” ช่วยเราได้ เพียงแกะกล่อง ฉีกซอง เติมน้ำร้อน คอยสัก 2 นาที ก็รับประทานได้แล้ว ประหยัดเวลาได้มาก กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก ฉันชอบแกงเขียวหวานไก่ และกระเพราไก่ เขาน่าจะทำไข่ดาวกึ่งสำเร็จรูปมาพร้อมกันเลยเนอะ...แซ่บ อีหลี !
                เมื่อวานนี้ที่ภูเรือ เราทำสถิติเดินทนกันมาแล้ว 15 กม. วันนี้เราเดินน้อยกว่าเมื่อวานเพราะพระอาทิตย์  ใกล้เลิกงานแล้ว เอาแค่เบาะๆ หลังจากคำนวณระยะทางในแผนที่ เส้นทางที่เลือกคือ เริ่มต้นจาก ถังน้ำ – ถ้ำเกีย – ตาดเสือ – หินสี่ก้อน – ก่องเบิก น้ำตกชั้นบันได – หินก่วยหล่อ เก้าเลี้ยว คุณบอย เจ้าหน้าที่ต้อนรับ พี่ ที่ทำการฯ ออกปากเตือนมาก่อนแล้วว่ามีทากชุม และที่มีถุงกันทากให้เช่า ในราคาคู่ละ 20 บาท โชคดีมากเพราะฉันไม่ได้เอาถุงกันทากมา เจ้าหน้าที่ ที่จะนำทางเราวันนี้คือ คุณเอ เราแจ้งความประสงค์ บอกเส้นทางที่ต้องการเดิน คุณเอ ส่ายหัว พร้อมแนะนำเส้นทางใหม่ ถังน้ำ – ถ้ำเกีย – ตาดเสือ – หินสี่ก้อน – เก้าเลี้ยว   คาดว่าเขาคาดคะเนจากท่าทางการแต่งตัวของพวกเรา ทะมัดทะแมงมาก แค่บวกระยะทาง หลายคนก็หน้าซีดแล้ว  โดนทรมานอีกแล้ว!

               ป่าแถบนี้เป็นป่าดิบชื้นเสียส่วนใหญ่ ทางเดินช่วงแรกอุดมไปด้วยต้นไผ่ เดินลัดเลาะริมเขา ผ่าน ถ้ำเกีย ตาดเสือ ที่บอกต่อกันมาว่า เคยมีเสือโคร่งมาอยู่อาศัย เราเดินไต่ระดับความสูง ขึ้นเขา อย่างเดียว ชันมาก พอพ้นตาดเสือ มาแล้ว สภาพป่าโดยรอบเปลี่ยนเป็นป่าดิบชื้น มีพนักงานคอยต้อนรับ “สวัสดีครับ” ชูคอสลอนเลย ฉันหยุดใส่ถุงกันทากที่ตาดเสือ โดยที่ไม่รู้ว่า ถูกลอบทำร้าย มาก่อนหน้านี้แล้วถึง 2 แผล รู้ตัวว่าถูกโจมตี ตอนที่เห็นรอยเลือดซึม นำถุงเท้า ออกมาแต่ไม่เจอตัวต้นเหตุแล้ว พอมีโอกาสปะหน้ากันจริงๆ ฉันวิ่งกระเจิงเลย ลืมหมดว่าตัวเองพกอะไรมาบ้าง จากเหนื่อยหอบ ก้าวขาแทบไม่ออก เรี่ยวแรงมาจากไหนไม่รู้วิ่งขึ้นเขาได้เร็วมาก แว่วเสียงคนข้างหลังตะโกนมาว่าให้เดินไปเรื่อยๆ อย่าหยุด มันจะได้ไม่เกาะ ไม่รู้เชื่อได้หรือเปล่า แต่ทุกคนโกยแน่บด้วยกันทั้งนั้น

               ด้วยความที่กลัวมาก จึงต้องมีตาหลังคอยสอดส่อง ไอ้แผลที่ถูกลอบทำร้ายเนี้ยตอนแรกฉันไม่เห็นหรอก พอใส่ถุงเท้าก็มีเจ้าตัวน้อยแล้ว และ ไม่สามารถหยิบออกมาได้จึงต้องอาศัยทั้งคนข้างหน้า และข้างหลัง ฉันร้องเรียก “พี่ตั่ว” ให้มาเดินตามหลัง สักพักก็เห็นร่องรอยที่เจ้าตัวน้อยฝากไว้ เลือดแดงฉานเลย “พี่ตั่ว” บอกว่าเห็นนานแล้วแต่ไม่ได้บอก โธ่! อุตสาห์หวังพึ่ง
                เคยได้ยินมาว่าหากเราอุทิศส่วนใดส่วนหนึ่งให้เจ้าตัวน้อยเกาะ กัด พอมันอิ่มแล้วมันก็จะจากไปแบบเงียบๆ อันนี้ฉันรับได้กับรอยแผลที่เขาฝากไว้ แต่เท่าที่เจอมันไม่ยอมหยุดง่ายๆ มักล่วงล้ำขึ้นมา ถึงต้นขา พุง ขึ้นสูงถึงคอก็มี แค่เห็นว่ามันกำลังเกาะ กระดี๊บ อยู่บนขา วงแตกทันทีลืมหมดทุกอย่าง จนพี่เด่นบอกว่า “ตุ๋ม ! เอายาฉีดมาไม่ใช่เหรอ” นั่นแหล่ะถึงได้นึกได้ว่ามีน้ำมนต์ติดมาด้วย ทีนี้เลยประพรมแบบชุดใหญ่ เจ้าน้ำมนต์ขวดนี้เป็นแบบฉีด ฉีดตัวเองและเพื่อนๆ เป็นขวดใหม่แกะกล่องเลย ฉีดขาได้ราว 10 คู่ ตอนส่งคืนกลับมาเหลืออยู่แค่ก้นขวดแล้ว
                ระหว่างทาง นอกจากจะตื่นใจกับเจ้าตัวน้อยแล้ว ยังตื่นตากับเห็ดสารพัดชนิด เช่น เห็ดปะการัง เห็ดนิ้วนาง ฯลฯ ดอกไม้เล็กๆ มากมาย ต้องแวะถ่ายรูปกันเป็นระยะๆ ประมาณว่าถ้าหยุดถ่ายรูป ต้องมีคนดูต้นทางให้ว่ามีเจ้าตัวน้อยหรือเปล่า

                กว่าจะลากสังขารขึ้นไปถึง “หินสี่ทิศ” ได้ทั้งลุ้น ทั้งเหนื่อย เดินขึ้นเขาอย่างเดียว ชันมาก ทากแยะ โอ๊ต ถึงขนาดเก็บกล้องใส่กระเป๋าเป็นการถาวรไม่ถ่ายรูปแล้ว ไม่ว่าจะเจอของแปลกขนาดไหน "กลัวเจ้าตัวน้อยมาก"
                “หินสี่ทิศ” อยู่ทางด้านทิศใต้ของเทือกเขาภูสันทราย เป็นหินสี่ก้อนกลมใหญ่ตั้งตระหง่านเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ชาวบ้านแถบนี้เชื่อว่า เป็นที่สิงสถิตของ “ผีปู่  ผีย่า” และทุกๆ 3 ปี จะขึ้นมาทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เรียกว่า "บุญภูใหญ่" หรือ "บุญสวนเมี่ยง" หินแต่ละก้อนจะมีกล้วยไม้ป่าเกาะอยู่
                จุดชมวิว  ก่องเบิก  อยู่ห่างจากหินสิ่ทิศ ราว 700 เมตร ความสูง 1200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีป้ายติดไว้ว่า “สูงเทียมเมฆา อรุณเบิกฟ้าที่นาแห้ว” แสดงว่าที่นี่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ แต่วันนี้ฉันไม่เห็นอะไรเลย นอกจากหมอกและหมอก
                รีบทำเวลาเพราะใกล้ค่ำแล้ว หรือรีบหนีเจ้าตัวน้อยก็ไม่รู้จาก ก่องเบิก มาถึงเก้าเลี้ยว ใช้เวลาไม่มากเลย สำหรับทางราบในป่าดิบชื้น พอถึง เก้าเลี้ยว สภาพป่าก็เปลี่ยนเป็นป่าไผ่อีกครั้ง ฉันได้ยินเสียง พั่บ พั่บ ดังมาจากยอดไผ่ หันมองตามเสียง คุณเอ บอกว่าไก่ป่า แต่เราไม่เห็นตัวมัน ได้ยินแต่เสียง  พั่บ พั่บ ตั้ง 3 ครั้งแน่ะ ! คุณเอ เล่าให้ฟังว่า ที่ได้ชื่อว่าเก้าเลี้ยวเพราะ เส้นทางคดเลี้ยว ต้องเลี้ยวซ้าย 9 ครั้ง เลี้ยวขวาอีก 9 ครั้ง มีการท้าให้ลองนับดูด้วย แต่ไม่มีใครหยุดนับเลย  อ้อ ! ที่ป่าไผ่แถวๆ เก้าเลี้ยวมีต้นโสมขึ้นด้วย
                เราจบการเดินป่าวันแรกด้วยเวลาดีเกินคาด ตอนแรก คิดว่าจะออกมาราว 6 โมงเย็น แต่เราเข้าเส้นชัย ราว 5 โมงได้ นัดแนะกับคุณเอเรียบร้อย ว่าพรุ่งนี้จะเดินขึ้นเนิน 1408 แต่ไม่พักด้านบนภูฯ เพราะต้องกลับกรุงเทพฯ ตอนเย็น สิ่งแรกที่ทำหลังจากลงมาจากเขาคือ สำรวจเจ้าตัวน้อยว่ามา ซุกซ่อน อยู่ส่วนไหนของร่างกายบ้าง ฉันโชคดีไม่โดนโจมตีเพิ่มเติมอีก แต่เจ้าตัวน้อย แอบมาขอซุกตัวอยู่ในซอกหูรองเท้า คงอยากมาเที่ยวเมืองบางกอกมั้ง ! พี่เด่นโดนกัดที่รอบเอวไปหลายแผล น้องหนูโชดดีที่มันแค่สำรวจต้นคอ ส่วนโอ๊ตโดนเกาะที่...โอ๊ต ใส่ถุงเท้ากันทาก สีเหลือง และโดนรุมล้อมมากที่สุด สันนิษฐานว่า เจ้าตัวน้อยชอบสีเหลือง
                เช่นเคย บังซา มีหน้าที่หุงข้าวอีกอย่างนอกเหนือจากเป็นโชเฟอร์ แกรับผิดชอบหน้าที่ ดีมากหุงข้าวไว้เรียบร้อย แม่ครัวหนิง และพ่อครัวโอ๊ต มาปรุงต่อได้ทันที มีฝนปรอยๆ ลงมา ทำให้เราได้นอนบ้าน “ภูสวนทราย จ่ายราคาเต็นท์” ไม่ต้องกางเต็นท์นอนที่สนาม เพราะฝนตก และตกตั้งแต่ยังทำกับข้าวไม่เสร็จ โกลาหลไปอีกแบบ แฉะดี แต่ไม่ย้ายครัวหนีนะ

               ท่านหัวหน้าอุทยานขึ้นมาดูแลความเรียบร้อยว่าเรากิน – อยู่กันอย่างไร จึงขออนุญาตเรียนเชิญร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ตอนแรกท่านออกตัวว่าคงทานได้ไม่เยอะเพราะแม่บ้านเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว  แต่พอชิมรสมือแม่ครัวเท่านั้นแหล่ะ ถึงกับออกปากชมว่าอร่อย ขอต่ออีกจาน พร้อมเอ่ยปากชวนแม่ครัวจำเป็นมาเป็นแม่ครัวประจำ...ของอุทยานฯ แต่จะสู้ค่าตัวไหวหรือเปล่าเนี้ยสิ...ปัญหา  หัวหน้าชักถามถึงข้อติชมอุทยานฯ แต่ละแห่งว่าชอบที่ไหน เพราะอะไร ไม่ชอบเพราะอะไร ฉันได้ทีจึงบอกว่าที่ไม่ชอบอยากให้ปรับปรุงหลายอุทยานฯ คือ จุดชมวิว ที่ไม่สามารถมองได้เป็นเส้นตรงยาว เพราะ มียอดไม้มาคั่นกลาง ช่วยตัดไอ้ที่มันโผล่มาได้มั้ย ! ขอมากไปหรือเปล่าไม่รู้ แต่หัวหน้าฯ เงียบไปเลย......แต่แนะนำเพิ่มเติมว่า แถวนี้น้ำตกเยอะ อยากให้ชมได้ทั่วถึง แต่ฉันและหัวหน้าทริปอยากขึ้นเนิน 1408 มากกว่า อีกใจก็สงสารลูกทัวร์ โดยเฉพาะ ใหม่และคุณนัน จึงเปลี่ยนโปรแกรมเป็นพานั่งรถไปเที่ยวน้ำตกแทน ใหม่ออกอาการลิงโลด ดีใจสุดๆ พร่ำขอบคุณเป็นการใหญ่

หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเรียบร้อยก็เก็บของเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ แวะที่ทำการเพื่อขอบคุณหัวหน้าอุทยานฯ และแวะรับคุณเอ เขาอยู่ในชุดเตรียมพร้อมลุยทากเต็มที่ในขณะที่พวกเราเป็นสบายๆ เตรียมตัวกลับแล้ว ฉันบอกว่าเปลี่ยนโปรแกรมแล้ว วันนี้จะไปน้ำตกแทนกัน
                นาแห้ว อยู่ในภูมิประเทศความสูงเฉลี่ยประมาณ 900 เมตร จากระดับน้ำทะล โดยมีเทือกเขาสูงหลายแห่งอาทิ ภูเมี่ยง ภูชัด ภูสันทราย ภูสอยดาว ฯลฯ เทือกเขาเหล่านี้เป็นต้นกำเนิดลำน้ำหลายสาย เช่น ลำน้ำเหือง ลำน้ำแพะ ลำน้ำหู ฯลฯ ซึ่งไหลผ่านภูมิประเทศสูงชัน เกิดเป็นน้ำตกหลายสิบแห่ง กระจายกันอยู่ในป่าเขา ลำน้ำเหือง มีต้นกำเนิดมาจากภูเมี่ยงไหลเป็นเส้นแดนแบ่ง อ.นาแห้ว อ.ท่าลี่ กับลำน้ำโขงที่ใกล้ๆ อ.เชียงคาน เป็นแม่น้ำใหญ่ที่สำคัญที่สุดในป่าละแวกนั้น
                น้ำตกตาดเหือง เป็นน้ำตากขนาดใหญ่ อยู่ในแม่น้ำเหืองไหลลงมาจากหน้าผาสูง 50 เมตร มีน้ำไหลตลอดปี และมีอีกชื่อหนึ่งว่า “น้ำตกมิตรภาพไทย – ลาว” เพราะแม่น้ำเหืองเป็นพรมแดนธรรมชาติแบ่งเขตระหว่างสองประเทศ และยึดครอง น้ำตกคนละครึ่ง ใกล้ๆ กันคือ “น้ำตก ผาค้อ” ทางลงสู่น้ำตก ชันมาก เป็นน้ำตกขนาดเล็ก และอยู่ในกลุ่มน้ำตกมิตรภาพฯ คุณเอบอกว่าจะพาไปจุดชมวิวที่หน่วยฯ ภูหินห้อม แล้วค่อยไปกินก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้าน
                ที่หน่วยฯ ภูหินห้อม สามารถพักแรมได้ มีบ้านพักไว้คอยให้บริการ และมีจุดกางเต็นท์ไว้รับรอง ที่นี่เป็นจุดชมวิว ที่สวยมากมองได้แบบ 180 องศา ไม่มียอดไม้บัง ทุกคนตื่นเต้น....ชอบมาก....ฉันอยากอยู่ต่ออีกคืน มุข...ยื้อ ถูกปล่อยมาอีกครั้งพร้อมความหวังว่าจะสำเร็จ...แหย่ไป แหย่มา พี่บังยอมอยู่ต่อ เฮ............โดยไม่รอให้ถามซ้ำ..
                ขณะที่กำลังช่วยกันลำเลียงสัมภาระลงจากรถ คุณเอ เดินมาถามว่าจะอยู่ต่อจริงเหรอ คิดว่าล้อเล่น “โธ่ ! ขนของลงขนาดนี้แล้วไม่ล้อเล่นหรอก” เรากองสมบัติทุกอย่างไว้ที่ลานเปตอง ข้างที่ทำการฯ แล้วเอาผ้าใบคลุมไว้ เพราะรีบ หิวแล้ว! พี่พรศักดิ์ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยฯ ภูหินห้อม ถามว่า “ถ้าฝนตกจะทำอย่างไร” “คงไม่ตกมั้งครับ” แล้วก็รีบขึ้นรถออกไปทันที
                คุณเอพามากินก๋วยเตี๋ยวที่หมู่บ้านแสงภา เจอตู้ไปรษณีย์จึงถือโอกาส ยื่น ความคิดถึงลงในตู้มีคนทักว่า "นานนะกว่าจะถึง" "ไม่เป็นไร ไม่รีบ" แล้วก็มีคนส่งตามกันเป็นแถว แวะซื้ออาหารสำหรับมื้อเย็น  และมื้อพรุ่งนี้ เป็นเมนูผักล้วนๆ  เพราะวันนี้ตรงกับวันพระ ชาวบ้านที่นี่เค้ารักษาศีลไม่ฆ่าสัตว์ ขอโฆษณานิดนึงว่า ไอติมที่แสงภาอร่อยมากต้องสีฟ้าเท่านั้น ! แท่งละ 1 บาท
เติมพลังเรียบร้อย ช่วงบ่ายเป็นการตะลอนทัวร์น้ำตกอีก
3 แห่ง คือ น้ำตกคิ้ว, น้ำตกช้างตก, น้ำตกวังตาด ทั้ง 3 แห่ง ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากลำน้ำแพร่ แต่ละแห่งห่างกันไม่ไกลนัก ระหว่างรอลูกทัวร์ขึ้นมากจากน้ำตกวังตาด มีรถฮาเล่ยของชาวบ้านขับผ่านมา ฉันโบกทันที ไม่ได้นั่งอีแต๊กขึ้นภูแปก ขอนั่งฮาเล่ยที่ภูสันทรายก็ยังดี


ฉันบอกกับคุณเอ ว่าวันนี้หมดประโยชน์แล้ว กลับได้แต่เดินกลับเองนะ ไม่ไปส่ง แกจุกเลย ล้อเล่น
! กลับมาส่งคุณเอที่ ที่ทำการฯ เจอหัวหน้าอุทยานฯ พอดี ท่านแปลกใจเมื่อทราบว่าเราเปลี่ยนโปรแกรมอีกแล้ว

หัวหน้าอุทยานฯ :  “แล้วนอนยังไงกัน ลมแรงนะ”
เรา                   :  “นอนในที่ทำการก็ได้ ไม่เป็นไรครับ”
หัวหน้าอุทยานฯ  :  “ข้างบนมีน้ำหรือเปล่า ใช้ห้องน้ำที่ไหน
เรา              :  “เห็นในที่ทำการฯ มีห้องน้ำอยู่ครับ”
หัวหน้าอุทยานฯ  :  “แล้วกับข้าวพอหรือเปล่า จะทำครัวที่ไหน
 เรา              :  “เตรียมมาจากแสงภาเรียบร้อยแล้วครับ ก็ว่าจะทำในโรงครัวข้างบนแหล่ะครับ”
 หัวหน้าอุทยานฯ  :  “..................”

                เราเชิญหัวหน้าอุทยานฯ, หัวหน้าหน่วย, คุณเอ มาทานอาหารเย็นด้วยกันที่ภูหินห้อม ทุกคนรับปากว่าจะมา ยกเว้น หัวหน้าอุทยานฯ ท่านบอกว่าพรุ่งนี้ต้องไปถวายพระพรในอำเภอแต่เช้า คงไม่สะดวก
                บรรยากาศในโรงครัวเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ปล่อยมุขกันกระจาย เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ท่านที่คอยดูแล อำนวยความสะดวกแก่เรา คือ พี่พรศักดิ์, พี่อ่วง หัวเราะตัวงอไปตามๆ กัน ผักสวนครัวที่นี่เจ้าหน้าที่เขาจะปลูกไว้กินเอง แต่ย้ำไม่มีต้นโหระพา ฉันสัญญาว่ามาคราวหน้าจะหิ้วต้นกล้ามาให้ปลูก เพื่อ คราวโน้นมาจะได้กินได้เลย
               2 ทุ่มแล้ว อาหารเย็นผ่านไปด้วยเสียงหัวเราะ แขกเหรื่อที่นัดกันไว้ ยังไม่มีใครมาเลย และ คิดว่าคงไม่มากันแล้ว จึงคุยกันเบาๆไม่กี่คน สักพักใหญ่ มีเสียงรถยนต์วิ่งขึ้นบนภูฯมา ปรับสายตามองอยู่ สักครู่จึงรู้ว่าใครมา  มีชุดลายพรางเดินนำมาก่อนเลย ตามติดด้วยท่านหัวหน้าอุทยานฯ เดินคุมตามหลังมา ที่นั่งกันอยู่ก่อนแล้ว จึงกล่าวขอบคุณเป็นการใหญ่ คืนนี้มีการแสดงดนตรี จากพี่ๆ เจ้าหน้าที่ เครื่องดนตรีที่ฉันภูมิใจมากคือ กลองชุด เห็นครั้งแรกตะลึงเลย เข้าใช้เหล็กเส้นกลมทำเป็นโครง ใช้แกลลอนน้ำมันทำเป็นกลอง มี แฉด้วย เสียงเหมือนมาก เห็นแล้วอึ้งเลย......
                24.00 . ต่างแยกย้าย ความเงียบเริ่มก่อตัว ต่างคนต่างมุดเข้าถุงนอน แปลงกายเป็นดักแด้ ถุงใครถุงมัน ฉันเดินไปตามกลุ่มหญิงสาวที่หลบเสียงรบกวนก่อนหน้านี้ออกไปนอนชุกตัวหาไออุ่น กันอยู่ในเต็นท์พี่เก้า เต็นท์ขนาด 2 คน แต่นอนได้รวม 4 คน ถึงแม้ว่าลมจะแรงขนาดไหนก็ คงไม่ต้องกังวลหรอกรับรองได้

 
 
 

 
        เช้านี้วันสุดท้าย ที่เราจะได้อยู่ที่ภูสันทรายแห่งนี้อาลัย อาวรณ์มาก ฉันตื่นขึ้นมาช่วยแม่ครัวทำกับข้าวแต่เช้า จำได้วันแรก เรากินต้มยำไก่ ใส่เห็ด แต่มื้อนี้เรามีต้มจืดผักกาดใส่ไข่เจียว
, ผักกาดผัดน้ำมันพืช เป็นอาหารหลัก มังสวิรัติ ต่อเนื่องมาจากผัดหน่อไม้มื้อเย็นวานนี้ เป็นหน่อไม้พริกแกงจริงๆ ไม่มีอย่างอื่นเจือปนเลย ถาดใหญ่มาก หน่อไม้ขมอีกต่างหาก
           ฉันว่าไม่มีทีมไหนที่มีแผนกครัวครบหน้าที่แบบเรา คือมีทั้งแผนกทำให้เสร็จเรียบร้อย, แผนกเคลียร์อย่าให้เหลือ และแผนกทำความสะอาด ทุกแผนกทำหน้าที่ได้สมบูรณ์มาก
          ก่อนกลับพี่เจ้าหน้าที่ พาเราเดินไปดูเทือกเขาฝั่งประเทศลาว ระยะทางเดินไป - กลับ 3 กม. เบาะๆ กว่าจะออกจากหน่วยฯ ภูหัวห้อมก็เกือบเที่ยงแล้ว ร้องขอให้พี่บังซา แวะที่หมู่บ้านแสงภา เพื่อไปไหว้"พระธาตุดินแทน" ตามประวัติบอกว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน มีพระธุดงค์องค์หนึ่งผ่านมาที่หมู่บ้าน และเห็นชาวบ้านยังฆ่าสัตว์ นับถือผีอยู่ จึงชี้นำให้นับถือศาสนาพุทธ และใช้ดินสร้างพระพุทธรูป หลังจากนั้นชาวบ้านจะมาทำบุญ และโปะดินที่พระธาตุ จนปัจจุบันพระธาตุได้มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่าพระธาตุ หมากโมที่เมืองหลวงพระบางเสียอีก
         "เที่ยวไหนกินนั่น" และเราก็มากินข้าวกลางวันที่ กระต๊อบ ชาวไร่ข้างถนน ตอนเดินทางออกจาก อ.นาแห้ว concept นี้ถูกใจวัยโจ๋หลายคน เหลือแต่ “ค่ำไหนนอนนั่น” ที่ยังไม่มีโอกาสทำ
        ทริปนี้เป็นทริป “ตะลอนทัวร์” จริงๆ คือ ตะลอนไปเรื่อยๆ มีจุดหมาย แต่ไม่มีกฎเกณฑ์ ใครอยากทำอะไร ต้องการอะไร นอกเหนือจากโปรแกรม สามารถบอกได้ “เดี๋ยวจัดให้” ทุกคนมีสิทธิ – มีเสียงเท่ากันหมด โปรแกรมที่วางไว้เป็นแค่ไกด์ไลน์เท่านั้น ทุกอย่างมันปรับปรุงและพัฒนาไปได้ตลอด...

โอ๊ต  : “ทีหลังเวลานัดกันเที่ยว ก็บอกว่าไปเที่ยว......เจอกันที่สนามเป้า งบประมาณ 1200 บาท อย่าถามว่าไปไหนบ้าง ตอบไม่ได้...”
 พี่เก้า    : “ทริปนี้ น่ากลัวมาก.....! ไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้ว บอกไปแล้วเดี๋ยวไม่ตรงอีก”
พี่บัง      : “กลุ่มนี้มัน ตะลอน ต๊อง - แต๊ง จริงๆ”
พี่พรศักดิ์  : “ผมว่ามันออกจะเป็น ตะลอน ต๊อง - ต๊อง มากกว่านะ”

การเดินทางหนนี้ไม่ได้แวะกินข้าวเย็นที่ลพบุรี แต่ได้กินข้าวฟรีที่สระบุรี อภินันทนาการการจาก “พี่ตั่ว” หอบหิ้วกระหรี่ปั๊พป์กลับบ้าน คนละกล่อง สองกล่อง  ฟรีอีกเหมือนกัน คุณนันเค้าจัดให้ ต้องขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

ปล. พี่เด่น บอกว่า ไม่รู้ว่าจะเลี้ยง จะได้สั่งเพิ่มขออีก 1 กล่อง...และเรายังไม่ได้กินของขนมหวานที่อยุธยาเลยนะ...

 
 
 

การเดินทาง

1.จากจังหวัดเลยใช้เส้นทางหมายเลข 203  ระยะทาง 68 กม. ถึงแยกบ้านโคกงามเลี้ยวขวาตามเส้นทางหมายเลข 2031 ระยะทาง 12 กม. ถึง อ.ด่านซ้ายเลี้ยวขวาตามเส้นทางหมายเลข 2113 ไปอีก  32 กม. ถึง อ.นาแห้ว ถึงบ้านเหมืองแพร่ เลี้ยวซ้ายตามเส้นทางหมายเลข 1268 ผ่านบ้านแสงภาอีกประมาณ 7 กม. และเลี้ยวขวาตามทางหมายเลข 1268 หลัก กม. 0 อีกประมาณ 3 กม. ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ
2.จากกรุงเทพฯ – หล่มสัก จ. เพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางจาก อ.หล่มสัก ใช้เส้นทางหมายเลข 203 ถึงบ้านโป่งชี เลี้ยวซ้าย ตามเส้นทาง 2014 ถึง อำเภอด่านซ้าย เลี้ยวซ้ายตามเส้นทาง หมายเลข 2113 ไปอีก 52 กม. ถึง อ.นาแห้ว ไปอีก 2 กม. ถึง บ้านเหมืองแพร่ เลี้ยวซ้ายตามเส้นทาง 1268 ผ่านตำบลแสงภา อีกประมาณ 7 กม. และเลี้ยวขวาตามทางแยกบนทางหลวงหมายเลย 1268 หลัก กม. 0 อีกประมาณ 3 กม. ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ
3.จากจังหวัดพิษณุโลก – อำเภอชาติตระการ – บ้านบ่อภาค ถึงกม.ที่ 50  เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 1268 ผ่านบ้านร่มเกล้า ผ่านตำบลเหล่ากอหกอีกประมาณ 8 กม. ถึงหลัก กม. 0 และเลี้ยวซ้ายอีกประมาณ 3 กม. ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ

สิ่งอำนวยความสะดวก : ทางอุทยานแห่งชาตินาแห้วได้จัดบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว จำนวน 6 หลัง ค่ายพักจำนวน 1 หลัง และ อาคารสำหรับประชุมสัมมนาไม่เกิน 50 คน จำนวน 1 หลัง นอกจากนี้ยังได้จัดสถานที่กางเต็นท์ไว้ให้ (ควรนำเต็นท์มาเอง)

การติดต่อประสานงาน

·        ที่ทำการอุทยานแห่งชาตินาแห้ว ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย 42170 โทร 0-4281-9340
·        ที่ทำการ อ.นาแห้ว จ.เลย โทร. 0-4289-7020

 ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 0-2579-7223, 0-2579-5734 หรือ 0-2561-4292-4 ต่อ 724, 725

ข้อเสนอแนะ : จุดประสงค์ของการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ เพื่อรักษาทรัพยากร ซึ่งเป็นธรรมชาติเดิมให้คงอยู่ถาวรตลอดไป เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษา และความรื่นรมย์ของประชาชนชั่วนิรันดร์ ท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่สามารถช่วยทางราชการได้โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้


·        ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ต้องไม่เข้าไปยึดครองแผ้วถางป่า เก็บแร่ เก็บดิน หิน พรรณไม้ รวมทั้งของป่าทุกชนิด
·        ไม่ล่าสัตว์ และไม่นำสัตว์ทุกชนิดเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ
·        ไม่ส่งเสียงดังจนเป็นที่รบกวนแก่นักท่องเที่ยวและสัตว์ป่า
·        ช่วยระมัดระวังมิให้เกิดไฟไหม้ป่า หากมีความจำเป็นต้องก่อไฟ เมื่อเสร็จแล้วกรุณาช่วยดับไฟให้เรียบร้อย
·        ทิ้งขยะมูลฝอยในที่ที่จัดไว้ให้
·        ไม่ควรขีดเขียน ปิดประกาศโฆษณาใดๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติ

ตุ๋ม  : เล่าเรื่อง / เด่น ,นก,น้องหนู : รูป