ทริปนี้เป็นทริปสบายๆ ไปภูเรือ นั่งรถขึ้นไปได้ถึงยอดภู  อากาศเย็นสบาย…  นี่คือคำโฆษณาที่เราใช้โปรโมทเชิญชวนให้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน  และต้องขอสารภาพว่าฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน

          โชเฟอร์พร้อมรถตู้เจ้าประจำพาเราตะลุยความมืดมาถึงตลาดภูเรือเกือบรุ่งสาง ทริปนี้ต้องเป็นแม่ครัวจำเป็นพ่วงมาอีกตำแหน่ง แวะซื้อเสบียงเพิ่มเติม เดินชมตลาดยามเช้า ที่นี่เป็นตลาดเล็กๆ ฉันพยายามมองหาของแปลกๆ แต่ไม่เจออะไรแปลกเลย ดูคุ้นตาทั้งนั้น
ชมตลาดละเลียดกาแฟจนหนำใจก็รีบตะบึงขึ้นภู ไม่ได้นัดกับท่านสุริยาไว้ล่วงหน้า จึงเกรงว่าท่านจะไม่อยู่รอพบหน้า  คงเพราะเราขึ้นภูแต่เช้ามืด จึงต้องออกตามหาเจ้าหน้าที่กันจ้าละหวั่น  ครั้นจะยกไม้กั้นขึ้นเองก็กะไรอยู่ สักครู่พี่เขาก็ปรากฏกายพร้อมใบหน้ายับๆ ยิ้มเหนียมอายที่ให้เรารอ
รถตู้คู่ทริปพาเราขึ้นภู ยิ่งขึ้นสูงหมอกยิ่งลงหนา บางช่วงต้องจอดตั้งหลักดูทางก่อนกันพลาด  ทางอุทยานฯ อนุญาติให้นำรถขึ้นได้แค่ด่านตรวจใกล้กับ ผาโหล่นน้อย ต่อจากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภู มีสองเส้นทางให้เลือกว่าจะเดินตามถนนดำ ระยะทาง
900 . หรือจะเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 700 .เดินลัดเลาะริมเขาไปจนถึงยอดภู  ฉันเลือกเดินไกลเพราะหมอกลงหนามาก ขอปลอดภัยไว้ก่อน
ยอดภูเรือสูงจากระดับน้ำทะเล
1,365 .และสูงกว่ากรุงเทพฯ 1 กม. เช้านี้ฟ้าปิดสนิทหมอกลงหนามาก  ที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะมาชมพระอาทิตย์ขึ้นเป็นอันผิดหวัง  คราวหลังต้องเช็คคิวล่วงหน้าแล้วกระมัง  บนยอดภูมีพระพุทธรูปนาวาบรรพตประดิษฐานอยู่ในศาลาเล็กให้นักท่องเที่ยวกราบไหว้เพื่อเป็นศิริมงคล

          ฟ้าปิด หมอกลงจัดมาก รู้ว่าถ่ายรูปไม่ได้ แต่ก็จะถ่ายเอาแบบมัวๆ ดำๆ นี่แหละดูดีไปอีกแบบ ถ้าฟ้าเปิดคงไม่ดีเท่าเพราะเห็นนางแบบชัดมากไป....
               บนภูเรือมีลานหิน ทุ่งหญ้า สลับกับป่าสนเขา มีดอกไม้เล็กเช่นดอกเปราะภู สีชมพูอมม่วง, ดอกเอนอ้า ฯลฯ มีหินรูปร่างแปลกๆเยอะมาก  เขาบอกว่าที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน หินในบริเวณนี้จัดอยู่ในกลุ่มหินตะกอน เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนน้ำทะเล, น้ำจืด และดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ  บนภูมีจุดชมวิวต่างๆมากมาย อาทิ ผาโหล่น้อย ผาหญ้าไผ่ ผาซำทอง ฯลฯ  ฉันใช้เวลาพอสมควรในการสำรวจภูมิทัศน์บนภูก่อนที่จะคิดได้ว่า วันนี้เราก็ต้องเที่ยวเล่นกันบนนี้นี่แหละ และที่สำคัญเราต้องกลับลงไปที่ทำการอุทยานฯเพื่อชำระค่าธรรมเนียมต่างๆ และนี่ก็ถึงเวลารับประทานอาหารเช้าแล้ว

          มีเรื่องให้ต้องตัดสินใจร่วมกันเป็นครั้งแรกว่าเราจะเลือกกางเต็นท์ที่ไหน เพราะทางอุทยานฯเขามีจุดกางเต็นท์ 2 แห่ง คือที่ทำการอุทยานฯด้านล่าง กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2 ด้านบนภู หลายคนใจตรงกันอยากนอนสู้ลมหนาวที่ศูนย์บริการ และต้องเจอกับอากาศหนาวเย็นแน่ๆ เราเตรียมตัวกันมาไม่พร้อม เอาแค่เบาะๆ นอนจมทะเลหมอกที่ลานกางเต็นท์ด้านล่างดีกว่า
                จัดการกับอาหารเช้าเรียบร้อย ก็เริ่มหาที่ตะลอน ข้อมูลในแผนที่-ที่หยิบมาจากที่ทำการบอกว่าใกล้ๆลานกางเต็นท์มีน้ำตกห้วยไผ่ เดินเท้าไปแค่ 2.5 กม.เท่านั้น  พี่บังโชเฟอร์รีบสนับสนุน บอกให้ไปเที่ยวเล่นน้ำตก กินข้าวกลางวันให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับมา แกจะขอหลับสักงีบ แล้วช่วงบ่ายจะขับรถพาขึ้นไปเที่ยวที่ยอดภู สาวๆเตรียมแต่งตัวไปเล่นน้ำเต็มที่ เสื้อแขนสั้น  กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ น่ารักมาก
                ทางเดินเข้าน้ำตกห้วยไผ่ เป็นป่าไผ่ตลอดแนว และเป็นที่มาของชื่อน้ำตกด้วย ระหว่างทางจะต้องข้ามลำห้วยท่าวัดเป็นลำห้วยเล็กๆ เดินขึ้นเขาไปอีกนิดเดียวก็จะเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็น .ภูเรือได้ทั้งอำเภอ
น้ำตกห้วยไผ่เป็นแหล่งน้ำบริโภคของชาวอ
.ภูเรือ ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชัน 30 .
ตามโปรแกรมที่วางไว้ เราจะเล่นน้ำตก พักกินข้าวกลางวันกันที่นี่ จากนั้นก็กลับที่พัก นั่งรถขึ้นยอดภู  แต่ฉันเกิดไอเดียบรรเจิดว่าเราควรเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งสามารถเดินขึ้นสู่ยอดภูได้เหมือนกัน  ระยะทางไกลโขอยู่ แต่หากเดินไม่ไหวก็ค่อยโทรเรียกรถมารับ
                หลังจากบันทึกภาพกันเรียบร้อย ฉันถามคุณใหม่ว่าจะเล่นน้ำตกหรือเปล่า “ไม่ค่ะ” ถ้าไม่เล่นงั้นเดินต่อ "เราจะเดินไปน้ำตกหินสามชั้นกัน จากจุดนี้ไประยะทางไม่ไกลมาก แค่ 4.2 กม.เท่านั้น" ฉันยึดตำแหน่งหัวหน้า
ทริปเรียบร้อยแล้ว ร้องป่าวประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน  ไม่มีเสียง(กล้า)คัดค้าน แต่แววตาหลายคนกังวลมาก

          เริ่มมีฝนตกปรอยๆลงมาบ้างแล้ว ทางเดินช่วงแรกทั้งสองข้างทางยังเป็นป่าไผ่โดยรอบ ก่อนจะถึงน้ำตกหินสามชั้น จะต้องผ่านลาดเหมือนแอ, ลาดหินแตก มีลักษณะเป็นลานหินลาดเอียงสู่ด้านล่าง  เรากำลังเดินไต่ความสูงขึ้นสู่ยอดภู  พอผ่านลาดหินแตกมาได้ ทางเดินเริ่มกลายสภาพเป็นป่ารก บางช่วงหญ้าสูงท่วมหัวเลยทีเดียว  คุณนันได้แผลก็ช่วงนี้แหละ ฉันเองแอบคาดหวังว่าน้ำตกหินสามชั้นจะเป็นน้ำตกที่ใหญ่ เพราะต้องเดินมาไกลกว่า 4 กม. และเราจะกินข้าวกลางวันที่น้ำตกแห่งนี้  แต่…..
                น้ำตกหินสามชั้นเป็นน้ำตกขนาดเล็ก ไหลลดหลั่นกันมา 3 ชั้นจริงๆ  ไม่มีลานพอที่จะนั่งล้อมวงกินข้าวได้ ดังนั้นเราต้องเดินต่อไปยังศูนย์บริการ 2 ทางช่วงนี้เดินง่ายเพราะเป็นป่าสนเขา  อาจจะลื่นบ้าง เปียกฝนนิดหน่อย แต่ไม่ชันมาก
                ลานกางเต็นท์ด้านบนที่หลายคนอยากมานอนพัก เป็นลานโล่งๆ ไม่มีต้นไม้กันลมปะทะ ผิดกับจุดกางเต็นท์ด้านล่างที่อยู่ใต้ลานสนริมไหล่เขา เจ้าหน้าที่ได้ทำการปรับพื้นที่ไว้เรียบร้อย สามารถกางเต็นท์ได้สบายๆ  ตอนเช้าเปิดประตูเต็นท์ออกมาก็เจอวิวขุนเขาแบบ 180 องศาเลยทีเดียว

          เมนูอาหารกลางวันเป็นอาหารแบบพื้นๆมี ข้าวสวย, มาม่าต้ม และที่พิเศษคือ campermeal ลูกทัวร์แต่ละคนล้วนหิวโซ อาหารจึงหมดเรียบในเวลาอันรวดเร็ว  ฉันพยายามเข้าข้างแม่ครัวว่า เพราะอาหารอร่อยจึงหมดไว ไม่ใช่เพราะ เมื่อย-เหนื่อย-หิว
                สายฝนโปรยปรายลงมาแบบทิ้งระยะพองาม แถมยังชวน เพื่อนมาด้วยอีก 2 คือลม, หมอก ผนึกกำลังเป็นสามสหาย ทำเอาลูกทัวร์หนาวสั่นไปตามกัน โดยเฉพาะฉันที่หนักสุด มือซีด ชา จนต้องเอาไฟแช็คมาเผาลนมือ ให้เลือดไหลเวียนสะดวกขึ้น  นั่งพักพอให้ข้าวและ มาม่า จัดระเบียบเรียบร้อย ฉันก็ป่าวประกาศกร้าวว่าต้องเดินต่อ  อึ้ง…คืออาการที่ทุกคนแสดง  หัวหน้าตัวจริงยังงง  “ ตุ๋ม  จะไปต่อจริงหรือ "ใช่..!  เวลายังเหลืออีกตั้งครึ่งวัน จะให้กลับไปนอนเฝ้าเต็นท์เหรอ ไม่มีทาง  ยังมีอีกหลายที่ ที่เรายังไม่ได้ไป" อึ้ง…อึ้ง…อึ้ง…

                คุณนัน เดินต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงบอกให้รออยู่ที่ศูนย์ฯ แล้วโทรเรียกพี่บังมารับกลับที่พัก  รายนี้นี่สวยมาเชียว คุณใหม่อีกคน มาแบบว่า ทัวร์สวิสซ์  แต่ตอนนี้ยับเยินราวกับกะเหรี่ยงตกเขา

          กางแผนที่อีกครั้ง มี 2 ทางให้เลือกแบบใกล้-ไกล  ฉันเลือกอย่างหลังคือเดินจากศูนย์บริการ 2 – หินพานขันหมาก – หินวัวนอน – ยอดภูเรือ ทริปนี้ขอเดินให้สุดๆไปเลย  ตัวฉันเองเลือกเพราะความอยากของตัวเอง อยากรู้ อยากเห็น ตื่นเต้นกับสิ่งรอบข้าง มีบางคนที่เห็นด้วยคาดว่าไม่น่าเกิน 2 คน คือพี่เด่น และพี่ตั่ว นอกนั้นเลือกไม่ได้ หลายเสียงแพ้เสียงเดียว


                เราแวะถ่ายรูปหมู่ที่หินพานขันหมาก   แดดยามบ่ายมาแล้ว แจ๋มาเชียว  ต่างคน ต่างเข้าประจำที่ จับจองทำเลที่คิดว่าเด่นที่สุดให้ช่างกล้องบันทึกภาพ  ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น  พี่เด่นเป็นช่างกล้องที่ฝีมือดีที่สุดในทริปนี้ ฉันเคยออกตะลอนกับแก 2-3 ครั้ง  แกจะพิถีพิถันมาก  เลือกมุม  ตั้งกล้อง เล็ง  นางแบบยิ้มเพราะคิดว่าจะถ่ายแล้ว.....เปล่า  แกวัดแสง  ปรับแต่งมุม  เล็ง  กดชัตเตอร์  ในกรณีที่แกขอมีส่วนร่วมในภาพด้วย อาจมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย คือ ตั้งเวลาเสร็จแกจะรีบวิ่งมาเข้ากล้อง ยิ้ม ชัตเตอร์ไม่ทำงาน วิ่งกลับไปดูกล้อง ตั้งเวลาใหม่ วิ่งกลับมาเข้ากล้อง ยิ้ม  แชะ  จบ กว่าจะได้แต่ละรูปนานมาก  แต่คุ้มนะ  หนนี้ก็เหมือนกัน ตั้งกล้อง  หามุม  วัดแสง…."พี่เด่น  เร็วๆ เดี๋ยวดำ!"  แกสารภาพตอนหลัง เสียงอ่อยๆว่า "เร็วแล้ว แต่ได้แค่นั้นแหละ  เดี๋ยวนี้พัฒนาแล้ว วัดแสงรอเลย"
                ทางเดินไปหินวัวนอน ช่วงแรกเป็นทางขึ้นเขา สภาพโดยรอบเป็นป่าดิบเขา  แต่พอขึ้นถึงหลังแปก็จะเปลี่ยนมาเป็นป่าสนเขา  เวลาบ่ายคล้อยลงทุกที แต่ระยะทางยังเหลืออีกไกล เราไม่อยากเสียเวลาในการหลงทาง  เข็มทิศที่เตรียมมาจึงถูกนำออกมาใช้  ขอเช็คทิศทุกแยกที่เจอและไม่แน่ใจว่าต้องไปทางไหน
                พอลงจากหลังแปมีป้ายลูกศรชี้ไปสองทาง  เลี้ยวซ้ายหินวัวนอน  เลี้ยวขวาไปยอดภูเรือ ระยะทาง 1.8 กม.
เราเดินไปทางหินวัวนอน ฉันคิดในใจว่าหินวัวนอนต้องมีอะไรเด็ดๆ เพราะแค่ชื่อก็แปลกแล้ว  พอไปถึงไม่ทันได้ดูหิน เพราะมัวตะลึงอยู่กับฝูงวัวที่ยืนอยู่  ตอนแรกวัวมันก็ยืนคุยกันเองกระหนุงกระหนิง แต่พอเห็นคน
..  วัวทั้งฝูงนิ่งเลย    วัวหนึ่งฝูง…คนหนึ่งกลุ่ม…วัวนิ่ง…คนหัวเราะร่า "ไม่เห็นมีวัวนอนเลย มีแต่วัวยืน  ยืนงงอีกต่างหาก  มันคงคิดว่าคนพวกนี้มาทำไม
                จากหินวัวนอนเราเดินตรงทางต่อไป สักพักก็มาเจอป้าย"สิ้นสุดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ" คราวนี้ต้องเชิญหัวหน้าตัวจริงมาตรวจสอบทิศทางว่าต้องไปทางไหน

พี่เด่น  :  “ดูซิ  ซ้ายมือมี trail หรือเปล่า”
ตุ๋ม      :  “มีพี่  มีทางไปต่อทางซ้าย”
พี่เด่น  :   “เดินไปทางนั้นแหละ”
                เราหวังจะเดินเลาะริมเขาขึ้นสู่ยอดภูเรือ โดยไม่ย้อนกลับไปยังป้ายบอกทางที่เราเพิ่งผ่านมา แต่ไปได้สักพักใหญ่ เจอทางแยก–เช็คทิศ–เดินตรงไป  เจอริมผาแล้ว แต่ trail เริ่มหายแล้ว มีแต่หญ้าสูงท่วมหัวเลย ต้องแหวกหญ้าเพื่อดูทาง  เจอร่องรอยทางแยก-เช็คทิศ-หัวหน้าตัวจริงบอกไปทางซ้าย แต่ตัวปลอมบอกว่าไม่น่าใช่ เพราะมันเป็นทางเดินลงเขา และเส้นทางรกมาก  งั้นไปทางขวา ทางนี้ยังมีร่องรอยให้แกะบ้าง ในที่สุดเราก็มาเจอลานทุ่งหญ้ากว้าง สักพักเราก็มาโผล่ที่หินวัวนอน เหมือนเดิม  เมื่อกี้นี่  หลงซิ..!

                เราเดินตามป้ายบอกทาง ยอดภูเรือ 1.8 กม. เป็นทางรถวิ่ง จนกระทั่งมาถึงริมเขาอีกด้าน มองเห็นเขาลูกถัดไปมีถนนดำตัดผ่าน ทั้งหัวหน้าตัวจริง ตัวปลอม เริ่มงงว่า ถนนเส้นนั้นไปไหน … บนภูน่าจะมีถนนอยู่เส้นเดียว  แต่ก็ยังไม่วายที่จะแกล้งคนที่เดินตามหลังมา "เห็นถนนนั้นมั้ย…เราต้องเดินไปที่ถนนเส้นนั้นใหม่เริ่มท้อ ขอเดินตัดตรงลุยป่าไปเลย ไม่ต้องอ้อมแล้ว เดินต่อมาได้อีกราว 500 . มาเจอทางลงเขา เบื้องหน้าคือเขาอีกลูก  สมองเริ่มทบทวนข้อมูล…ยอดภูเรือเป็นยอดที่สูงที่สุด…แสดงว่าเราต้องเดินขึ้นเขาอีกหนึ่งลูก  โอย! ขำมาก  ไม่กล้าร้องบอกคนที่เดินตามข้างหลังเลย กลัวเขาเหนื่อยและรุมสกรัม...
                เดินลง-เดินขึ้น-เดินตัดทุ่งหญ้า จนกระทั่งมาเจอถนนดำ ก็ถนนเส้นที่เราเห็นเมื่อกี้ นั่นแหละ  สรุปแล้ว เราต้องเดินข้ามเขาจริงๆ แล้วมาโผล่ที่ยอดภูเรืออีกรอบ  สายลม  หมอก  ออกเริงร่าอีกครั้งแต่คราวนี้แหลือแค่สองสหาย  แต่ก่อกวนหนักกว่าเดิม  นั่งพักได้ครู่เดียว ฉันก็เริ่มแหกปาก "หนาวโว้ย! กลับเถอะแล้วเดินจ้ำเป็นคนแรกเลย
                เสื้อกันหนาว  เสื้อกันฝน  ใช้เพื่อประโยชน์ต่างกัน  แต่มีวิธีใช้แบบเดียวกัน ฉันใส่เสื้อกันฝนเดินลงมาจากยอดภู สวนทางกับคนที่กำลังเดินขึ้นภู เขาแปลกใจร้องถาม"ข้างบนฝนตกเหรอ"  "เปล่าค่ะ หนาว"
                หลังจากเสร็จสิ้นการเดินทางระยะไกล  พี่ตั่วบอกให้ยืดขากันปวดเมื่อยในวันรุ่งขึ้น  จึงเกิดลานกีฬาขนาดย่อมๆขึ้นระหว่างที่รอพี่บังขับรถขึ้นมารับ ท่าที่ง่ายที่สุดคือท่านอนยกขาสูง โดยนอนราบกับพื้นถนน ยกขาพาดกับ ราวไม้กั้นถนน ไม่นานพี่บังก็ขับรถมาถึง บอกว่ากำลังคิดอยู่ว่าเดินไปถึงไหนกัน หกโมงเย็นแล้วยังไม่กลับมากันอีก เลยตั้งหม้อข้าว ทำกับข้าวรอไว้เรียบร้อย  ตอนนี้ให้คุณนันนั่งเฝ้าหม้อข้าวอยู่  พอขึ้นรถได้ค่อยอุ่นขึ้นมาบ้าง ฉันคว้าเบียร์มาซดแก้หนาว 1 กระป๋อง แต่มันไม่ช่วยอะไรได้เลย
กลับมาถึงที่พัก ปรากฏว่ามีกลิ่นเหม็นไหม้ลอยมาจากหม้อข้าว  คุณนัน..หรี่แก๊สไม่เป็น ได้แต่มองข้าวไหม้  ข้าวจึงไหม้ซะ โธ่
! นี่ฉันพาเขามาตกระกำลำบากโดยแท้  หัวข้อการสนทนาคืนนั้นล้วนวนเวียนอยู่แต่การหลอกลวง-การเดิน-แทรกด้วยอาการตัดพ้อต่อว่า  ใครบอกว่ามาเที่ยวภูเรือแบบสบายๆ นั่งรถขึ้นถึงยอดภู อากาศเย็นสบาย…ลองบวกระยะทางดูแล้ววันนี้เราเดินมาราว 15 กม.ได้  เฮ….

ตุ๋ม  : เล่าเรื่อง / เด่น ,นก,น้องหนู : รูป