กางแผนที่อีกครั้ง มี 2 ทางให้เลือกแบบใกล้-ไกล
ฉันเลือกอย่างหลังคือเดินจากศูนย์บริการ 2
หินพานขันหมาก หินวัวนอน
ยอดภูเรือ ทริปนี้ขอเดินให้สุดๆไปเลย ตัวฉันเองเลือกเพราะความอยากของตัวเอง
อยากรู้ อยากเห็น ตื่นเต้นกับสิ่งรอบข้าง มีบางคนที่เห็นด้วยคาดว่าไม่น่าเกิน
2 คน คือพี่เด่น และพี่ตั่ว นอกนั้นเลือกไม่ได้
หลายเสียงแพ้เสียงเดียว
เราแวะถ่ายรูปหมู่ที่หินพานขันหมาก
แดดยามบ่ายมาแล้ว แจ๋มาเชียว ต่างคน ต่างเข้าประจำที่ จับจองทำเลที่คิดว่าเด่นที่สุดให้ช่างกล้องบันทึกภาพ
ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น พี่เด่นเป็นช่างกล้องที่ฝีมือดีที่สุดในทริปนี้
ฉันเคยออกตะลอนกับแก 2-3 ครั้ง แกจะพิถีพิถันมาก
เลือกมุม ตั้งกล้อง เล็ง นางแบบยิ้มเพราะคิดว่าจะถ่ายแล้ว.....เปล่า
แกวัดแสง ปรับแต่งมุม เล็ง กดชัตเตอร์ ในกรณีที่แกขอมีส่วนร่วมในภาพด้วย
อาจมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย คือ ตั้งเวลาเสร็จแกจะรีบวิ่งมาเข้ากล้อง
ยิ้ม ชัตเตอร์ไม่ทำงาน วิ่งกลับไปดูกล้อง ตั้งเวลาใหม่ วิ่งกลับมาเข้ากล้อง
ยิ้ม แชะ จบ กว่าจะได้แต่ละรูปนานมาก แต่คุ้มนะ หนนี้ก็เหมือนกัน
ตั้งกล้อง หามุม วัดแสง
."พี่เด่น เร็วๆ เดี๋ยวดำ!"
แกสารภาพตอนหลัง เสียงอ่อยๆว่า "เร็วแล้ว
แต่ได้แค่นั้นแหละ เดี๋ยวนี้พัฒนาแล้ว วัดแสงรอเลย"
ทางเดินไปหินวัวนอน ช่วงแรกเป็นทางขึ้นเขา
สภาพโดยรอบเป็นป่าดิบเขา แต่พอขึ้นถึงหลังแปก็จะเปลี่ยนมาเป็นป่าสนเขา
เวลาบ่ายคล้อยลงทุกที แต่ระยะทางยังเหลืออีกไกล
เราไม่อยากเสียเวลาในการหลงทาง เข็มทิศที่เตรียมมาจึงถูกนำออกมาใช้ ขอเช็คทิศทุกแยกที่เจอและไม่แน่ใจว่าต้องไปทางไหน
พอลงจากหลังแปมีป้ายลูกศรชี้ไปสองทาง เลี้ยวซ้ายหินวัวนอน
เลี้ยวขวาไปยอดภูเรือ ระยะทาง 1.8 กม.
เราเดินไปทางหินวัวนอน ฉันคิดในใจว่าหินวัวนอนต้องมีอะไรเด็ดๆ
เพราะแค่ชื่อก็แปลกแล้ว พอไปถึงไม่ทันได้ดูหิน
เพราะมัวตะลึงอยู่กับฝูงวัวที่ยืนอยู่ ตอนแรกวัวมันก็ยืนคุยกันเองกระหนุงกระหนิง
แต่พอเห็นคน.. วัวทั้งฝูงนิ่งเลย วัวหนึ่งฝูง
คนหนึ่งกลุ่ม
วัวนิ่ง
คนหัวเราะร่า
"ไม่เห็นมีวัวนอนเลย มีแต่วัวยืน ยืนงงอีกต่างหาก
มันคงคิดว่าคนพวกนี้มาทำไม!
จากหินวัวนอนเราเดินตรงทางต่อไป
สักพักก็มาเจอป้าย"สิ้นสุดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ"
คราวนี้ต้องเชิญหัวหน้าตัวจริงมาตรวจสอบทิศทางว่าต้องไปทางไหน
|
|
พี่เด่น : ดูซิ
ซ้ายมือมี trail หรือเปล่า
ตุ๋ม : มีพี่
มีทางไปต่อทางซ้าย
พี่เด่น : เดินไปทางนั้นแหละ
เราหวังจะเดินเลาะริมเขาขึ้นสู่ยอดภูเรือ
โดยไม่ย้อนกลับไปยังป้ายบอกทางที่เราเพิ่งผ่านมา แต่ไปได้สักพักใหญ่ เจอทางแยกเช็คทิศเดินตรงไป
เจอริมผาแล้ว แต่ trail เริ่มหายแล้ว
มีแต่หญ้าสูงท่วมหัวเลย ต้องแหวกหญ้าเพื่อดูทาง เจอร่องรอยทางแยก-เช็คทิศ-หัวหน้าตัวจริงบอกไปทางซ้าย
แต่ตัวปลอมบอกว่าไม่น่าใช่ เพราะมันเป็นทางเดินลงเขา และเส้นทางรกมาก งั้นไปทางขวา
ทางนี้ยังมีร่องรอยให้แกะบ้าง ในที่สุดเราก็มาเจอลานทุ่งหญ้ากว้าง
สักพักเราก็มาโผล่ที่หินวัวนอน เหมือนเดิม เมื่อกี้นี่ หลงซิ..!
|
เราเดินตามป้ายบอกทาง ยอดภูเรือ 1.8
กม. เป็นทางรถวิ่ง
จนกระทั่งมาถึงริมเขาอีกด้าน มองเห็นเขาลูกถัดไปมีถนนดำตัดผ่าน
ทั้งหัวหน้าตัวจริง ตัวปลอม เริ่มงงว่า ถนนเส้นนั้นไปไหน
บนภูน่าจะมีถนนอยู่เส้นเดียว
แต่ก็ยังไม่วายที่จะแกล้งคนที่เดินตามหลังมา "เห็นถนนนั้นมั้ย
เราต้องเดินไปที่ถนนเส้นนั้น"
ใหม่เริ่มท้อ ขอเดินตัดตรงลุยป่าไปเลย ไม่ต้องอ้อมแล้ว
เดินต่อมาได้อีกราว 500 ม.
มาเจอทางลงเขา เบื้องหน้าคือเขาอีกลูก สมองเริ่มทบทวนข้อมูล
ยอดภูเรือเป็นยอดที่สูงที่สุด
แสดงว่าเราต้องเดินขึ้นเขาอีกหนึ่งลูก
โอย! ขำมาก ไม่กล้าร้องบอกคนที่เดินตามข้างหลังเลย
กลัวเขาเหนื่อยและรุมสกรัม...
เดินลง-เดินขึ้น-เดินตัดทุ่งหญ้า
จนกระทั่งมาเจอถนนดำ ก็ถนนเส้นที่เราเห็นเมื่อกี้ นั่นแหละ สรุปแล้ว
เราต้องเดินข้ามเขาจริงๆ แล้วมาโผล่ที่ยอดภูเรืออีกรอบ สายลม หมอก
ออกเริงร่าอีกครั้งแต่คราวนี้แหลือแค่สองสหาย แต่ก่อกวนหนักกว่าเดิม
นั่งพักได้ครู่เดียว ฉันก็เริ่มแหกปาก "หนาวโว้ย!
กลับเถอะ" แล้วเดินจ้ำเป็นคนแรกเลย
เสื้อกันหนาว เสื้อกันฝน
ใช้เพื่อประโยชน์ต่างกัน แต่มีวิธีใช้แบบเดียวกัน
ฉันใส่เสื้อกันฝนเดินลงมาจากยอดภู สวนทางกับคนที่กำลังเดินขึ้นภู
เขาแปลกใจร้องถาม"ข้างบนฝนตกเหรอ" "เปล่าค่ะ
หนาว"
หลังจากเสร็จสิ้นการเดินทางระยะไกล พี่ตั่วบอกให้ยืดขากันปวดเมื่อยในวันรุ่งขึ้น
จึงเกิดลานกีฬาขนาดย่อมๆขึ้นระหว่างที่รอพี่บังขับรถขึ้นมารับ
ท่าที่ง่ายที่สุดคือท่านอนยกขาสูง โดยนอนราบกับพื้นถนน ยกขาพาดกับ
ราวไม้กั้นถนน ไม่นานพี่บังก็ขับรถมาถึง บอกว่ากำลังคิดอยู่ว่าเดินไปถึงไหนกัน
หกโมงเย็นแล้วยังไม่กลับมากันอีก เลยตั้งหม้อข้าว ทำกับข้าวรอไว้เรียบร้อย
ตอนนี้ให้คุณนันนั่งเฝ้าหม้อข้าวอยู่ พอขึ้นรถได้ค่อยอุ่นขึ้นมาบ้าง
ฉันคว้าเบียร์มาซดแก้หนาว 1 กระป๋อง
แต่มันไม่ช่วยอะไรได้เลย
กลับมาถึงที่พัก ปรากฏว่ามีกลิ่นเหม็นไหม้ลอยมาจากหม้อข้าว คุณนัน..หรี่แก๊สไม่เป็น
ได้แต่มองข้าวไหม้ ข้าวจึงไหม้ซะ โธ่!
นี่ฉันพาเขามาตกระกำลำบากโดยแท้
หัวข้อการสนทนาคืนนั้นล้วนวนเวียนอยู่แต่การหลอกลวง-การเดิน-แทรกด้วยอาการตัดพ้อต่อว่า
ใครบอกว่ามาเที่ยวภูเรือแบบสบายๆ นั่งรถขึ้นถึงยอดภู อากาศเย็นสบาย
ลองบวกระยะทางดูแล้ววันนี้เราเดินมาราว
15 กม.ได้ เฮ
.
|