ณ.จุดนัดพบ ปั๊ม ปตท สนามเป้า เวลาเกือบ  ทุ่มครึ่งแล้ว เพื่อนเก่าปนใหม่ทั้งหมด 19  ชีวิต มาพร้อมกันตามที่นัดหมาย คนขับพร้อมรถตู้ 2 คันพร้อม ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่จังหวัดพิษณุโลก จุดหมายแรกคือ วัดพระศรีคงจะใช้เวลาประมาณ 6 ชม. ในการเดินทางในเวลากลางคืนไม่มีคำว่าเงียบสงบเลย แม้แต่น้อย  มีเสียงพูดคุย ปล่อยมุข  หัวเราะตลอดเวลา  ประหนึ่งไม่ได้เจอกันมากว่าทศวรรษ  เรียกว่าคุยมาราธอนเลยแหละ ตั้งแต่ กรุงเทพจนถึงพิษณุโลก ขนาดแวะกินข้าวต้มที่นครสวรรค์ ก้อยังไม่หยุดคุย
ทริปนี้ส่วนใหญ่  คุ้นหน้า  คุ้นตากันเป็นอย่างดี  มีเพื่อนใหม่มาแจมด้วย
6 คน  อู๋ กานต์ อิ๊ค ดิว ปุ๊ก นก ดูท่าทางแต่ละคนจะหวาดกลัวเมื่อต้องมาร่วมทริปกับพวกที่มีปากเป็นอาวุธอย่างพวกเรา

          ราว  5.30  เราก็มาถึงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  เพื่อรอนมัสการพระพุทธชินราช เนื่องทางวัดจะเปิดประตูให้เข้านมัสการเวลา 6 โมงไปวัดคราวนี้เราไม่กล้าเสี่ยงเซียมซี  เลยกลัวคำทำนายมาก ใช้เวลาอยู่ที่วัดไม่นานนักก็ออกเดินทางสู่  อช. ภูหินร่องกล้า  คราวนี้ความเงียบสงบ เริ่มบุกรุก เพราะแต่ละคนล้วนอิดโรย อดนอนมาทั้งคืน  คาดว่าคงเงียบไปราวครึ่งชั่วโมงได้  มาตื่นอีกทีตอนที่แวะกินข้าวเช้าที่ตลาดอำเภอนครไทย  เราคาดเดาเองว่า อำเภอนี้เป็นอำเภอเล็ก ๆ  ไม่พลุกพล่านมากนัก  พอท้องอิ่มก็ออกเดินทางทันที ความโกลาหลเริ่มกลับมาอีกครั้ง  นกกระจอกเริ่มมีพลังแล้ว  ส่งเสียงกันใหญ่เลย
ถนนเข้าอุทยานจะเป็นถนนลาดยางสภาพดี  ภูมิทัศน์สองข้างทางเป็นไร่ข้าวโพด นาข้าว  เขียวขจีไปตลอดทาง  อาจเป็นเพราะเราชอบสีเขียวของนาข้าว  เราเลยรู้สึกว่ามันงาม
งามมาก  ดูแล้วสดชื่น

          เที่ยวป่าหน้าฝนทำให้เราลุ้นมากว่าจะเจอฝนมากน้อยขนาดไหน  อช. ภูหินฯ  ตั้งอยู่ในระดับความสูงเท่าไหร่    ไม่รู้จากระดับน้ำทะเล  แต่อากาศเย็นตลอดเลย  ทั้งฝนและเมฆ หมอก ต่างออกมารับแขกกันสุดฤทธิ์  อาหาร  มื้อแรกเป็นกระเพราหมูสับ + ไข่ดาว  เวรกรรม  พี่บังซา คนขับเป็นอิสลาม  ต้องขอประทานอภัย  พวกเราลงมติกันว่าจะเที่ยวอยู่บนนี้ก่อน แล้วพรุ่งนี้ ค่อยไปน้ำตกชาติตระการ  มีหลายคนอยากไป  น้ำตกหมันแดง  แต่เวลาไม่เอื้ออำนวย  เลยเก็บที่ที่สามารถไปได้ง่าย  สะดวก  สบายแทน

           ลานหินแตก    มีลักษณะเป็นลานหินโล่ง  มีเนื้อที่ราว  40 ไร่  ที่ได้ชื่อว่า  “ลานหินแตก”  เราเดาว่าน่าจะมีที่มาจากการแยกตัวของแนวหิน  ที่เกิดจากการแทรกตัวของน้ำที่กัดเซาะข้างใต้  ทำให้เกิดเป็นรอยแยก พบได้ทั่วไป    บางรอยมีเสียงน้ำ  เสียงลม  วี๊ดวิ๊ว  อยู่ตลอด  พี่ปิยะบอกว่าทริปหน้า เราจะมาสำรวจร่องน้ำพวกนี้  อืม !
ปลายสุดของลานหินแตก  เป็นหน้าผา และเป็นจุดชมวิวที่สวย  มีชื่อว่า 
“สุดแผ่นดิน”  เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมาก  แต่ตอนที่เรามาถึงยังบ่ายอ่อน  ๆ  อีกนานกว่าพระอาทิตย์จะเลิกงาน  เลยขอตัว  รอไม่ไหว อ้อ ทางเข้าลานหินแตกอยู่ใกล้กับฐานพัชรินทร์  ที่ฐานนี้มีบ้านพักไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวด้วย    มีอยู่หลังนึงเป็นเรือนแถวตั้งอยู่ริมเขามีระเบียงยื่นออกไป  ลมโกรกตลอดเวลา  มองเห็นลานหินแตกได้สบายมาก

 
 

       กังหันน้ำ  เป็นกังหันตั้งอยู่ริมน้ำตก  คาดว่าน่าจะใช้พลังงานน้ำในการตำข้าว  ปัจจุบันใช้งานไม่ได้แล้ว  แต่ตัวกังหันยังอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์  ถัดจากกังหันน้ำเป็นป่ารก  มีป้ายติดไว้ว่าห้ามเข้า  มีวัตถุระเบิด เยื้อง ๆ กับทางลงกังหันน้ำ  คือ  โรงเรียนการเมือง การทหาร  ห้องเรียนคือกระท่อมที่ตั้งเรียงราย  อยู่ในป่า  เราไม่รู้ว่าที่นี่เขาสอนอะไรกันบ้าง  แต่หากโรงเรียนในปัจจุบันเป็นแบบนี้  จะน่าอยู่มาก  เพราะมีต้นไม้มากมาย
ที่หลบภัยทางอากาศฯ  เป็นถ้ำขนาดใหญ่  สามารถจุคนได้ถึง 
500  คน     อยู่ใกล้ ๆ กับ  โรงเรียนฯ

          ลานหินปุ่ม – ผาชูธง  เป็นสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งนี้เลย  มีทางแยกจากถนนเข้าไป  กม.  แล้วต้องเดินเท้าต่อไปอีกราว  1.2  km.  วันที่เราไปมีหมอกลงมาก  ฝนตกปรอย ๆ  อากาศเย็นเลยแหละ  ดอกไม้ที่ขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นดอกประดู่สีขาว  และมีดอกไม้ที่เราไม่รู้จักชื่อด้วย  สีสันสดใสมาก  ม่วงจี๊ด  เหลืองอ๋อย ทางเดินไปลานหินปุ่ม  เป็นทางเดินสบาย  มีดอกไม้ให้ชมตลอดทาง พบมากที่สุดคือดอกเปราะภูสีขาว ไม่กี่อึดใจก็ถึงที่หมายแล้ว ลานหินปุ่มเป็นลานหินอยู่ริมผา  มีปุ่มนูนกลมทั้งบริเวณ  เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมาก  เบื้องล่างคือ พื้นที่ป่าสีเขียว  ภูเขาที่มองเห็นอยู่ไกลลิบ ๆ  เขาบอกว่าคือภูกระดึง           เดินต่อไปตามทางอีกราว  500  ก็จะเจอ  “ผาชูธง”  ในอดีต  พคท. จะมาชูธงทุกครั้งที่นี่เมื่อรบชนะ  แต่ตอนนี้มีธงชาติไทย โบกสะบัดอยู่เป็นการถาวรแล้ว


จุดชมวิวลานหินปุ่ม


เปราะภูป่า มีอยู่ตลอดทาง


ผาชูธง

          อาหารเย็นมื้อแรกเป็นแบบง่าย  ๆ  สิ่งที่กังวลมากที่สุด  คือการหุงข้าว  แต่ละคนทำทางโปรทั้งนั้น สุดท้ายหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของข้าวเลยตกอยู่กับพี่บังซาคนขับรถของเรา  สันนิษฐานว่า  แกห่วงตัวเอง  หากต้องกินข้าวที่พวกเราหุง การทำอาหารเป็นการกระชับความสัมพันธ์เลยแหล่ะ  แม้อาหารจะออกมาหน้าตาประหลาด  แต่ก็อร่อย และหมดเรียบทุกมื้อ มันเป็นเรื่องปกติมากที่ต้องมีวงสุรา  ตอนแรกเรากังวลมากว่าจะกินกับใคร  “เราจะกินเหล้ากันหรือเปล่า?”  แต่พอแวะเข้าปั๊มครั้งแรก  เราเห็นมีคนเดินไปจด ๆ จ้อง ๆ หน้าตู้แช่เบียร์  เรากระโดดใส่เลย  เจอพวกแล้ว !
อากาศบนภูหินฯ  ตอนกลางคืนหนาวมาก  จึงกินเหล้าได้อร่อยมาก  ยิ่งร่ำสุรากับมิตรถูกใจด้วยแล้ว  สุขเหลือหลาย  วงเหล้าคึกคัก  แต่พอมีวงไพ่มาตั้งเคียงข้าง  สมาชิกหายเกือบหมดเหลือตัวเต็งไม่กี่คน


ติดต่อเจ้าหน้าที่


ผาแดง

           เราว่านาฬิกาปลุกของทริปนี้  คือ  พี่นัท  เราตื่นเพราะแกเดินปลุกตลอด  บรรดาสุภาพสตรีลุกขึ้นมาทำอาหารเช้า ปกติเราเองก็ช่วยทำอาหารอยู่หรอก  แต่เมื่อเช้านี้ลุกขึ้นมาเขาก็ทำเสร็จสิ้นเรียบร้อย  เราก็กินได้เลย
วันที่ 
เรามีโปรแกรมไป  อช. น้ำตกชาติตระการ  อยู่ไม่ไกลจากภูหินฯ นัก  ที่คาดการณ์คร่าว ๆ  คือ  จะไปชมความงามของน้ำตกทั้ง  ชั้น  พักกินอาหารกลางวันที่ชั้น แล้วไปเที่ยวถ้ำด้วยเลย  ทางไปถ้ำค่อนข้างลำบากเป็นทุ่งหญ้า  ต้องเดินราว  กมหากใครไม่ไหวก็พักรอที่ น้ำตก  เราเลือกพักรอ  เพราะเริ่มมีอาการไข้จับ  เพราะตากฝน  ตากน้ำค้างเมื่อคืน
ทางเดินจากน้ำตกชั้นที่ 
ไปชั้นที่  ค่อนข้างชันมาก  หอบเลยแหละ ถือเป็นบททดสอบไป ภูสอยดาว  แวะถ่ายรูปกันเรื่อย ๆ  ไม่นานก็มาพร้อมกันที่น้ำตกชั้นที่ 4 ต้องเลือกแล้วว่าใครจะไปต่อ  ทุกคนเลือกไปหมดเราเลยต้องไปด้วย  เริ่มด้วยการข้ามน้ำตกก่อนเลย มีบางคนก้าวพลาด เลยอาบน้ำเรียบร้อย  ทางเดินช่วงแรกค่อนข้างชันมาก  กะไม่ถูกว่าเดินกี่กิโลเมตร  จึงถึง  “ผาแดง”  เพราะมัวแต่หอบ
 ผาแดง เป็นผาหินทราย สีแดง เป็นจุดชมวิวที่สวยเลยแหละ  มองเห็นไร่นาชาวบ้านสุดลูกหูลูกตา เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาช่างภาพทั้งหลาย
จุดหมายต่อไปคือ 
“ผากระดานเลข”  ทางเดินช่วงนี้เดินสบายกว่าช่วงแรกมาก ไม่ชัน เราไม่รู้เหมือนกันว่าผากระดานเลขนี่เป็นอย่างไร  เพราะลงไปไม่ได้  เจ้าถิ่นเขาไม่อนุญาติ
ตอนแรกพรานกับโอ๊ต เดินนำลงไปก่อน  แล้วร้องโวยวายว่ามีแตนอยู่ไปไม่ได้  สักพักโอ๊ตก็เดินกลับขึ้นมา  บวมมาเลย  โดนแตนต่อยไป 
แผล  ทุกคนเลยรวมตัวไม่ลงไปดู  จัดการต้มมาม่ากินเป็นอาหารกลางวัน ตรงทางลงนั่นแหละ พี่พรานแกใจดี  กลับลงไปเผาไล่แตนให้  พอเราอิ่มแล้ว แกก็บอกว่าลงไปดูได้แล้ว เขาไปกันหมดแล้ว พอเดินลงไปก็เจอแตนอีก  เลยบอกว่าไม่ดูแล้วไปต่อเถอะ  เป็นการกินมาม่าที่ Hi มาก มันมีเรื่องต้องตัดสินใจว่าจะกลับทางเก่าระยะทาง  ราว  กมหรือไปทางใหม่  ราว 1 กม. ไปลงที่วัดในหมู่บ้าน ชาวบ้านเรียกว่าวัดคำปุ้น แล้วให้รถมารับกลับไปที่น้ำตก  ทุกคนเลือกแบบหลัง  ยกเว้นพี่ปิยะแกพยายามโน้มน้าวให้ทุกคน  กลับทางแรก  เพราะแกลืมกางเกงไว้  จะกลับไปเอา  แต่ไม่มีใครคล้อยตามแกเลยหงอย ๆ


ชั้นที่ 1


ชั้นที่ 2

          ทางช่วงนี้ลงเขาอย่างเดียวเลย  เราว่าเดินยากกว่าขึ้นเขานะ  เพราะหัวเข่ากระแทกตลอดเวลา  เดินกำลังสนุกก็ถึงวัดแล้ว  ขึ้นรถของเจ้าหน้าที่กลับน้ำตก เราออกจากน้ำตกชาติตระการราวบ่าย  โมง  แวะซื้อเสบียงที่นครไทกลับไปหุงหาอาหาร เย็นนี้เราจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ลานหินแตกอีกครั้ง ลานหินแตกไม่ใช่เขาวงกต แต่ก็สามารถหลงได้ง่ายมาก  เพราะไม่สามารถาข้ามร่องนี้ได้  ต้องหาสะพานให้เจอ ถึงจะเดินถูกทาง  ถ้าหากข้ามได้โดยไม่เจอสะพานจำไว้เลยว่าหลงแล้ว เราใช้เวลาไป  “สุดแผ่นดิน”  ประมาณ  15  นาที  เพราะช่างภาพทั้งหลายลุ้นมาก กลัวพระอาทิตย์กลับก่อน  ระหว่างที่ตั้งหน้าโกยกันอยู่  พระอาทิตย์ส่องประกายสวยมาก  แต่พอไปตั้งกล้องรอจริง ๆ  ไม่มีแล้ว บรรดาช่างภาพส่ายหัวดิกเลย  ไม่ได้กันเลยสักภาพ
ในบรรดาช่างภาพทริปนี้  ดิวน่าอิจฉาที่สุด  เพราะมีผู้ช่วยมาด้วย  คอยหยิบจับอุปกรณ์ส่งให้  ส่งข้าว  ส่งน้ำ  ซับเหงื่อ กางร่มให้กล้องเวลาฝนตก  ผิดกับ  กานต์
, อิ๊คพี่เด่น  ต้องช่วยตัวเอง  ส่วนพี่นิน  อันนี้กึ่ง ๆ คือ  ใช้ขาตั้งกล้องของพี่เด่น  พอพี่เด่นตั้งขาตั้ง  ตั้งกล้อง  วัดแสง  และถ่ายรูปเสร็จแล้ว  เธอเสียบต่อทันที  ไม่ต้องแบก  ไม่ต้องวัดแล้วเลย สรุปว่าไม่ได้ภาพพระอาทิตย์ตกดิน

           ค่ำคืนมาเยือน วงเหล้าคืนนี้  เหลือแต่สมาชิกแฟนพันธุ์แท้ทั้งนั้น  ตอนแรกเรากะมั่วไม่อาบน้ำ  แล้วแหละ เลี้ยวเข้าวง ชงเหล้า จิบไปเรียบร้อย  ปุ๊กมาถามว่าจะไปอาบน้ำพร้อมกันเลยหรือเปล่า  โอย ! จะชิ่งมั่วนิ่มซะหน่อย  เลยจำใจไปอาบ  กลัวคำครหา  วงเหล้าแยกย้ายไม่ดึกมาหรอก  แค่วงสุดท้าย  วันนี้พี่ปิยะพาไปน้ำตกแก่งโสภา อลังการมาก น้ำเยอะเลยแหละ สองข้างทางที่รถวิ่งผ่านโรแมนติกสุด ๆ  เป็นหุบเขาลึกลงไป  เห็นแต่ยอดไม้สีเขียว ๆ  มีบางคนบอกว่าจะกลับมาอีกพร้อมใครสักคนที่ไม่ใช่คนในรถวันนี้  เรามากินข้าวกลางวันที่จุดชมวิว น้ำตกตาดหมอก  พอไปถึงด่านตรวจเขาบอกว่าไม่อนุญาติให้รถตู้เข้า  เพราะกลัวเรื่องดินถล่ม  เลยอดดูความยิ่งใหญ่เลย พี่บังซาปลอบใจ  โดยการพาไปไร่กำนันจุลแทน  แล้วต่อด้วยอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
 


ปรางค์ศรีเทพ

 
     

 ก่อนกลับ แวะกินข้าวเย็นที่ลพบุรี (อภินันทนาการจากพี่เด่น)  เสร็จแล้วแวะส่งโอ๊ต ที่อยุธยา  ผจญรถติดที่รังสิตนิดหน่อย  ถึงสนามเป้าราว  ทุ่มกว่า  เพื่อน ๆ  ที่มาถึงก่อนนั่งรออยู่แล้ว  ล่ำลา  แยกย้าย ถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน แล้วก็สลบเหมือดเลย

 

ตุ๋ม  : เล่าเรื่อง / อิ๊กคิว , แหม่มกะปิ , ปลาปิรันญ่า : รูป