เช้าวันเสาร์ที่ 4 เรานัดเจอกันจุดแรกปั้ม ปตท สนามเป้า จุดสองที่บ้านของเราเอง มาขนสัมภาวะเครื่องครัว ระหว่างที่เพื่อน ๆ คอยเพื่อนกันที่ปั้ม เราก็ไปตุนข้าวเหนียวไก่ย่าง หมูย่าง ปาท่องโก๋ ที่ตลาดปากซอย
                เราออกเดินทาง 8.00. ณ บ้านชูชีพ (mamgapee) แต่ขับไปได้ไม่เกิน 10 นาที เราลืมของดี (เสบียงค่ะ อยู่ในตู้เย็น) ฮ่าาาาาาาาาาาา นึกในใจ คงโดนเพื่อนด่า ลืมของดีได้ไงเนี่ย
                เราใช้เวลาเดินทางแบบสบาย ๆ โดยใช้เวลา 3 ชั่วโมง ก็ถึงที่ทำการอุทยานแก่งกระจาน เราได้ไปลงทะเบียน จ่ายค่าเข้าอุทยานฯ คนละ 20 บาท ค่าพักแรมคนละ 30 บาทต่อ คืน เราก็เริ่มเดินทางมุ่งหน้าสู่พะเนินทุ่ง ระหว่างทางพวกเราเจอข้าวโพดต้ม หอมน่ากิน ด้วยความหิวซื้อ 4 ถุงเลยค่ะ 80 บาท เอง

ขณะนี้เวลา
12.02. เราได้ถึงด่านขึ้นเขา แต่มีไม้กั้นไม่ให้ขึ้น เพราะเลยเวลาขึ้นเสียแล้วค่ะ แต่เจ้าหน้าที่ใจดีค่ะ แค่สองนาทีเอง อนุญาติให้ผ่านทางนี้ได้ (เวลาขึ้นมีสามรอบ 05.00-9.30,11.00-12.00,14.00-15.30) เส้นทางรถไม่สามารถสวนทางได้ค่ะ เป็นดินแดงลูกรัง ถนนหนทางคดเคี้ยวขึ้น ๆ ลง ๆ ต่อขับมันไปเลยค่ะ ระหว่างทางเราได้ผ่านลำธารไม่ลึกมากนัก จำนวน 3 ลำธาร รถสามารถขับผ่านไปได้ด้วยดี ได้ชมนก ชมผีเสื้อ บินไปบินมาระหว่างทาง เจอต้นบอนใบใหญ่เท่าคันร่ม เจอต้นกล้วยใบใหญ่ยาว โค่นล้มระหว่างทาง เจ้านาเม็ก ตัดไปทำไรไม่รู้ค่ะ เพื่อน ๆ ช่วยกันตัดใหญ่เลย
                ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชม. เราก็ถึง กม.30 เป็นลานกางเต็นท์ สูง 900 เมตรจากน้ำทะเล เราตัดสินใจไป กม.36ใช้เวลา 20 นาทีก็ถึงค่ะ แวะชมวิวทะเลหมอก พวกเราได้แวะถ่ายรูป
..สวยงามจริง ๆ ค่ะ  เป็นลักษณะทิวเขาหลาย ๆ ยอดเขาซ้อน ๆ กัน มีหมอกสวยงามมาก พอได้เวลาพวกเราเดินทางต่อไปยัง น้ำตกทอทิตย์     ใช้เวลา 10 นาทีพวกเราก็ถึงทางเข้าน้ำตกทอทิพย์แล้วค่ะ กองทัพเดินด้วยท้อง จึงปูฟรายชีต  ต้มมาม่าทรงเครื่องกินกันค่ะ
                เมื่ออิ่มแล้ว พวกเราก็เตรียมตัว ใส่ถุงกันทาก เสื้อกันฝน เสบียงน้ำดื่ม สำหรับเดินป่ากัน เดินไปได้สักพัก เพื่อนร้องกรี๊ด เจอทากเกาะขา
…………เดินไปร้องไป ร้องไห้ค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ จะกลับไปที่รถน่ะค่ะ จะกลับได้ยังไง เดินมาตั้งไกลแล้วนะเธอจ๋า

 
 
 

เดินไปได้สักพัก เจอเจ้าหน้าที่ และนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังเดินออกมาจากน้ำตก ทากติดตัวพวกเราเต็มเลยค่ะ เขาเตือนให้พวกเราไปแค่ชั้น 5 ก็พอ และให้กลับมาที่รถให้ทัน 17.00. เพราะป่าพะเนินทุ่ง จัดเป็นป่าดงดิบ จะมืดสนิท และ ทากเยอะมาก ระหว่างทางมีฝนตกเป็นระยะ คอยดูทาก ไต่ขึ้นขา ฝนตกก็ใส่เสื้อกันฝน เสื้อกันฝนเป็นเหตุทำให้เราโดดทากกัดหลายตัว แหยงขนมาก ตอนมันกัดเนื้อตัวเอง ไม่อยากมอง ต้องให้หนุ่ม ๆ ช่วยเอาออกให้ ทากลามกก็มีค่ะ เกาะเป้ากางเกงอ่ะ ไม่อายแล้ว ขอให้ทากออกจากตัวไปก่อนจะดีกว่าคะ

 

สุดท้ายเราก็เดินทางมาถึงน้ำตกชั้นที่ 5 สวยงามมาก น้ำเยอะดีค่ะ พวกเรามาเจอกันที่นั่นค่ะ ทุกคนเจอทากกัด ทากเกาะ ใช้กอยอ ทากันใหญ่ ยาฉุน สเปรย์ พี่แมว โดนกัดมากที่สุด เพราะไม่มีถุงกันทาก พี่จุ่นโดนทากเกาะกินที่แขนจนท้องป่อง พอได้ที่ก็ดีดมันลงดิน ท้องแตกตายเลยค่ะ เลือดกองเลยค่ะ เมื่อชำระทากกันหมดร่างกายกันครบทุกคนแล้ว ก็ถ่ายรูปน้ำตก มองสายน้ำแบบชื่นใจ คุ้มค่าที่ได้สละเลือดเพื่อจะได้เห็นน้ำตกที่สวยงามแบบนี้ ขอบคุณธรรมชาติที่ให้พวกเราได้สัมผัส
พักใหญ่พวกเราก็เดินทางกลับกันค่ะ ฝนตก ทากกัด สำหรับกันไปค่ะ คราวนี้ไม่ใส่เสื้อกันฝนแล้ว ปล่อยให้เปียกฝน จะได้เห็นทากเกาะชัด ๆ ไม่ซุกซ่อนแหวกว่ายเข้าไปกัดเนื้อหอม ๆ อีก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ระหว่างเดินออกจากป่า ป่าทึบ มืดมากค่ะ แสงสว่างน้อยมาก นี่คือป่าดงดิบ หรือเปล่าคะ

                พวกเราก็มาถึงที่รถห้าโมงเย็นกว่า ๆ แล้วเดินทางกลับที่พักกันค่ะ ระหว่างทางเจอต้นไม้ล้มขวางทางผ่าน หนุ่ม ๆ ก็ช่วยลงจากรถไปลากหลบพอให้รถของพวกเราผ่านไปได้ค่ะ

                และแล้วก็มาถึงลานกางเต็นท์ พอได้ลงจากรถ เท่านั้นน่ะค่ะ ลมหนาวเย็นมาปะทะร่างกาย จนปากสั่นมือสั่น เพราะเราเปียกชื้นจากไปเดินป่านั่นเอง พวกเราสำรวจกันใหญ่เลย ว่าจะกางเต็นท์กันตรงไหน ทุกตารางนิ้วของพื้นที่ตรงนี้ มีแต่ชื้นแฉะ บนสนามหญ้าก็มีแต่น้ำขัง  นักท่องเที่ยวบางกลุ่มกางเต็นท์บริเวณทางรถ บางกลุ่มก็กางเต็นท์บนศาลานั่งพัก  อีกทั้งลมหนาวแรงมาก หนาวเย็น พวกเราจึงตัดสินใจไปขอเจ้าหน้าที่กางเต็นท์ชานระเบียงบ้านพักเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีห้องครัวพร้อม เจ้าหน้าที่อนุญาติให้พวกเราทำครัวในนี้ได้และอนุญาติให้พวกเรานอนบนบ้านพัก และนอนชานบ้านกันค่ะ  พวกเรารายงานเจ้าหน้าที่ว่า มีต้นไม้ขวางทางระหว่างไปน้ำตกทอทิพย์ ซึ่งเป็นทางเดียวกันกับจุดชมวิว ซึ่งพรุ่งนี้เราตั้งใจจะไปถ่ายรูปทะเลหมอกกันอีก แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า คงไปไม่ได้แล้ว เพราะต้นไม้ขวางทางอยู่ ต้องเดินไปชมเท่านั้น ระยะทาง 6 กม. ไปกลับ ก็ 12 กม. เชียวแหล่ะ โชคดีที่พวกเราแวะถ่ายรูปก่อนเดินทางไปน้ำตกทอทิพย์เสียก่อน ไม่งั้นคงอดเห็นทะเลหมอกเป็นแน่แท้ แค่นี้ก็สวยงามมากค่ะ หากเป็นตอนเช้าถ้าฝนไม่ตก จะสวยงามขนาดไหนค่ะเนี้ย ต่างคนต่างจินตนาการกันใหญ่

 

  พวกเราก็จัดการกางเต็นท์ ในบ้านเจ้าหน้าที่ ชานบ้าน ระเบียงบ้าน และไปอาบน้ำอาบท่ากัน น้ำหนาวมาก ทุกคนก็มาช่วยเป็นลูกมือทำอาหารมื้อเย็นกันค่ะ มื้อนี้พวกเรามียำเขาใหญ่ (ยำปลากระป๋อง) ยำกุนเชียง ไข่เจียว อุปกรณ์บางส่วนเจ้าหน้าที่อนุญาติให้พวกเราใช้ได้ด้วยค่ะ มื้อเย็นเรียบร้อย พวกเราก็ไปดูทีวีกับเจ้าหน้าที่บนบ้านบ้าง บางคนก็ไปนอนในเต็นท์ตัวเองบ้าง คืนนี้พวกเราอยู่อย่างสงบ เพราะความหนาวด้วยค่ะ พอได้เวลา 22.00 น. ไฟทุกดวงดับสนิท เงียบสงบ แบบน่ากลัว ลืมตามาก็ไม่เห็นเงาอะไรเลย กระทั่งมือตัวเอง ซึ่งอยู่ตรงหน้า เหมือนคนตาบอดดีดีนี่เอง คืนนี้ฝนตกทั้งคืน หนักบ้างเบาบ้างสลับกันไป และแล้วทุกคนก็หลับบ้างไม่หลับบ้าง คงเป็นเช่นนั้น เพราะเราก็เหมือนไม่นอนเลย กลัวน่ะค่ะ

 
 

 วันอาทิตย์ที่ 5 พวกเราตื่นกันสาย ประกอบกับฝนยังปรอย ๆ เล็กน้อย หมอกหนาทึบ อากาศน่านอนเป็นที่สุด พี่จุ่นออกไปถ่ายรูปบริเวณรอบ ๆ สาว ๆ ก็ทำธุระส่วนตัว อาบแห้งกันทั้งนั้นเลยค่ะ เช้านี้เราก็ทำอาหาร มีข้าวต้มกุ๋ย ยำไข่เค้ม ผัดไชโป๊ ผัดผัก เจ้าหน้าที่ก็ทำอาหารเช้าเช่นกัน ทอดปลานิลตัวเกือบสองโลแน่ะ ใหญ่มาก
               เจ้าหน้าที่รายงานว่า เนื่องจากฝนตกหนักทั้งคืน ธารน้ำเยอะ ขอให้พวกเราและนักท่องเที่ยวทุกท่าน ไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน พวกเราเก็บสัมภาระขึ้นรถ 9.15 น. พวกเราก็เดินทางพร้อมเจ้าหน้าที่ ระหว่างทางเห็นฝูงชะนีกระโดดโหนต้นไม้ ต้นโน้นต้นนี้ เป็นฝูงเลยค่ะ  ฝูงผีเสื้อมีปะปราย หนทางคดเคี้ยวเป็นงู หักศอก ต่อใช้ความชำนาญในการขับรถ ขับแบบแรลลี่พะเนินทุ่งไปเล้ย..........มันเขาล่ะ
รถของนักท่องเที่ยวที่ร่วมชะตากรรมกับพวกเรา มีทั้งหมด 8 คัน รถเจ้าหน้าที่อีก 1 คัน  รวม 40 กว่า ๆ ชีวิต ในทริปนี้ค่ะ
และแล้วพวกเราก็มาถึงธารน้ำด่านแรกของขากลับ (ด่านสุดท้ายตอนขามา) เจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจ ระดับน้ำประมาณล้อรถทีเดียว  เจ้าหน้าที่ตัดสินใจให้พวกเราคอยระดับน้ำลดลง เราใช้เวลาในการนั่งรอคอยประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที มีผีเสื้อหลากสี บินมาให้ถ่ายรูปเป็นระยะ และแล้วระดับน้ำก็ไม่มีทีท่าจะลดลงไปมากกว่านี้เลย เจ้าหน้าขอเสี่ยงนำทางขับฝ่าด้านลำธารนี้ไปด้วยความระลึกของนักท่องเที่ยว และแล้วก็ผ่านไปด้วยดีค่ะ ทุกคันก็เริ่มทยอยขับข้ามลำธารกันไปแบบใจจดใจจ่อ ขณะนั้นเวลา 11.40 น. แล้วค่ะ ด้านสองจะเจออะไรอีกเปล่าน๊าเนี่ย

 

ด่านสอง มีต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางลำธาร เจ้าหน้าที่ใช้เลื่อยยนต์ ผ่าต้นไม้ทีละท่อน งัดท่อนไม้ให้ลอยตามกระแสน้ำไป ผีเสื้อหลากสีบินวนเวียนเจ้าหน้าที่เหมือนคอยให้กำลังใจ เราก็ไม่รู้ชะตากรรมเป็นเช่นไร ต้องคอยระดับน้ำลดลงตามเดิมค่ะ เลยมื้อเที่ยงมามากแล้วค่ะ พวกเราตัดสินใจปูฟรายชีต งัดถังแก๊ซ จัดแจงหุงข้าว ต้มมาม่ากินกัน นักท่องเที่ยวคันอื่น ๆ ก็ทำเหมือนกันค่ะ พวกเราต้มมาม่า ต้มไข่ หุงข้าวสองหม้อ ตั้งใจไว้ว่า จะตุนไว้กินตอนเย็น หากเราไม่สามารถกลับบ้านได้ในวันนั้น เจ้าหน้าที่บอกว่า พวกเราอาจจะต้องค้างคืนที่นี่ และจะส่งเด็กและผู้หญิงไปนอนคอยที่บ้านกร่างกันก่อน หนุ่ม ๆ  ต้องนอนเฝ้ารถกัน นักท่องเที่ยวท่านหนึ่ง แอบไปสั่งเสบียงกับข้าวมาให้พวกเราด้วยค่ะ ขอบคุณจริง ๆ เลยค่ะ  พวกเราใจเสียเลยค่ะ ว่าจะต้องค้างกันจริง ๆ หรือนี่
เวลาบ่ายโมงเจ้าหน้าที่ก็เสี่ยงฝ่าด่านสองอีกแล้วค่ะ พวกเรายังจัดการอาหารมื้อเที่ยงยังไม่เสร็จเลย จึงต้องวิ่งไปเชียร์ เจ้าหน้าที่กันใหญ่เลย ทุกคนปรบมือ เจ้าหน้าเหมือนขี่ม้าขาวมาช่วยจริง ๆ เลย  ด้านสองน้ำลึกกว่าด้านแรกมากค่ะ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆได้กลับบ้านแล้ว ทุกคันเริ่มทยอยฝ่าด่านน้ำลึกกันอีกครั้งค่ะ ทุกคันปลอดภัยค่ะ  อีกด่านนะคะคุณขา ยังมีอีกด่าน จะได้กลับบ้านไหม๊ค่ะเนี่ย มาอ่านกันต่อไปค่ะ

 

พอถึงด้านสาม  โอ้แม่เจ้า ด่านนี้ ท่องซุงขนาดใหญ่มหึมา ลอยตามกระแสน้ำมา ติดลำธาร เจ้าหน้าที่ต้องเป็นอัศวินลูกผู้ชายตัวจริงกันอีกแล้วค่ะ ลุยน้ำไปสำรวจ ระดับน้ำฝั่งโน้นเท่าเอวเจ้าหน้าที่ สุดท้ายก็ต้องพึ่งเลื่อยยนต์อีกแล้วค่ะ  ตัดทีละท่อน ทีละท่อน และผลักให้ลอยน้ำไป  พวกเราก็มีส่วนร่วมคอยให้กำลังใจ หนุ่ม ๆ ก็ช่วยผลักท่อนไม้ ผีเสื้อฝั่งโน้นสวยงามมาก เกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ บินว่อนเลย เหมือนท้าทายให้พวกเราข้ามฝั่งไปหาพวกมัน ข้ามมาซิ เราเป็นกำลังใจให้นะ
ท่อนสุดท้ายมีขนาดใหญ่มาก ต้องใช้เชือกช่วยกันดึง ให้พลิกเพื่อที่จะได้ตัดอีกด้านให้ขาดออกจากกัน หนุ่ม ๆ ลงน้ำไปช่วยกันดึง อ้าว หนึ่ง สอง สาม ดึง หนึ่ง สอง สาม ดึง สาว ๆ เล็ก ๆ ยืนเชียร์ค่ะ  ต่อ นาเม็ก คนอื่น ๆ ลงไปช่วย โดยเฉพาะเจ้านาเม็ก ทั้งผลัก ทั้งถีบท่อนซุง ไม่ยอมเคลื่อนเลยค่ะ สุดท้ายเจ้าหน้าที่ มาสะกิดทีเดียว ลอยไปตามกระแสน้ำเลยค่ะ  ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ใช้เวลา 45 นาที ในการเคลียร์ด้านสาม และแล้วเจ้าหน้าที่ก็ลงไปสำรวจกันอีกครั้ง ดูเส้นทางตรงไหนลึกตรงไหนตื่น จุดที่ลึกที่สุดคือฝั่งโน้น เจ้าหน้าที่ตัดสินใจลุยเป็นคันแรกอีกแล้วค่ะ พร้อมเสียงปรบมือ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สำเร็จด้วยความระทึกใจค่ะ ทุกคันเริ่มทยอยขับฝ่าด่านสามกันไปค่ะ พอถึงคันของพวกเรา กุก ๆ กัก ๆ อะจุ๋ย ใจจะหลุดแล้วต่อ กลัวค่ะ กลัว.........โดยเฉพาะตอนจะปีนขึ้นฝั่ง ใจหายหมดเลย เย้ๆๆๆๆๆๆๆ ปลอดภัยค่ะ
คันสุดท้ายไม่สามารถฝ่าด่านนี้ได้ ต้องใช้รถเจ้าหน้าที่คอยดึงระหว่างกำลังขับเคลื่อนมา เพราะไม่มี 4วิว สุดท้ายเชือกขาด ทุกคนใจหายใจคว่ำ ร้องว้ายกันเป็นแถว คนขับรถใจสู้มาก สามารถผ่านด่านมาได้ค่ะ น้ำในลำธารเข้าไปถึงกระโปรงหน้ารถ ควันโขมง ไปเลยค่ะ
ต่อเป็นตัวแทนของทุกคน ให้ช่วยกันลงขัน โดยไปคุยคันโน้นคันนี้ ขอเป็นสินน้ำใจจากพวกเรา ให้เจ้าหน้าที่ค่ะ ตอบแทนที่สามารถนำพวกเรากลับฝั่งได้ปลอดภัยกันทุกคน
พวกเราเสียเวลาในการฝ่าด่านสามด้าน ประมาณ สามชั่วโมง กว่า ๆ แต่คุ้มค่ากับเหตุการณ์ที่พวกเราไม่เคยประสบแบบนี้มาก่อน ทุกคนเป็นมิตรกัน คุยกันระหว่างนั่งคอยความหวัง

 
 

พวกเราแวะเข้าห้องน้ำ พร้อมถ่ายรูปป้ายจุดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ก่อนกลับบ้าน และแล้วพวกเราก็ออกจากพะเนินทุ่ง มุ่งหน้าสู่ ที่ทำการอุทยานแก่งกระจาน เพื่อที่จะแวะซื้อของที่ระลึกและปั้มตราพาสปอร์ตกันค่ะ เสร็จเรียบร้อยพวกเราก็มานั่งกินไข่ต้ม มาม่า ข้าวสวย ที่เราทำไว้ หม่ำเสร็จแล้วพวกเราก็เดินทางไปสะพานแขวนข้ามเกาะกัน ห่างจาก อช. 700 เมตร ย้อนขึ้นไปอีกค่ะ สะพานสวยงามมาก โรแมนติคจังเลย พวกเราล่องเรือรอบเขื่อนสันแก่งกระจานกันค่ะ ราคาเหมาลำละ 400 บาท ใช้เวลา 45 นาที ในการล่องแม่น้ำเพชรบุรี สองข้างทางและข้างหน้า เรียงรายด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน สวยงามมาก เรานั่งหัวเรือเลยค่ะ ชอบนั่งหน้า เพราะเห็นทิวทัศน์ได้ถนัด ถ่ายรูปวิวไว้หลายรูป นั่งแล้วคิดถึงเกาะหมาก บรรยากาศเดียวกันเลยค่ะ มีเกาะกลางแม่น้ำหลายเกาะ อากาศไม่ร้อนจนเกินไป ประทับใจเป็นที่สุดค่ะ

 

จุดสุดท้ายที่พวกเราไปเที่ยวกันค่ะ สันกำแพงเขื่อนแก่งกระจาน ไปเฝ้าดูพระอาทิตย์ตกดินกันค่ะ สวยงามมาก ค่ะ ถ่ายรูปด้วย พวกเรานอนเล่นกันที่นั่น พอได้เวลา พวกเราก็อำลา อช.แก่งกระจาน ลมรำเพยร่อนไปรษณีย์บัตรสองจุด
ระหว่างทางเดินทางกลับบ้านได้แวะเข้าไปหาข้าวกินในเมืองเพชรบุรี และได้และเปลี่ยนชื่อที่อยู่กันในไดอารี่ และเดินทางกลับกทม ระหว่างทางดันเล่าเรื่องประสบการณ์การผจญภัยในป่า กับเรื่องผี ปรือออออออออออออออออ เอ กลัวค่ะ คราวหลังอย่าเล่าบนรถขณะขับรถอีกนะ หวาดเสียว แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ต่อมาส่งเอ ที่บ้าน และส่งเพื่อน ๆ ตามทางผ่านค่ะ ต่อคงถึงบ้านประมาณ ตี สอง ได้นะคะ พวกเราปลอดภัยกันทุกท่านค่ะ
ต่อ สามารถพาพวกเราฝ่าด่าน มาได้โดยปลอดภัย เอ ขอนับถือค่ะ ขอขอบคุณที่เสียสละเวลา พาพวกเราเที่ยวแบบนี้ ครั้งแรกที่เที่ยวแบบคาร์แคมป์ พวกเราเสียเงินไป 320 บาท สำหรับทริปนี้ค่ะ 320 บาท แลกกับประสพการณ์เสี้ยวหนึ่งในชีวิต คุ้มเกินคำบรรยายค่ะ
ขอเป็นตัวแทนของเพื่อนๆ  10 กว่าชีวิต ขอกราบขอบพระคุณคุณต่ออีกครั้งค่ะ

 

Mamgapee  : เล่าเรื่อง / Mamgapee , Enut : รูป