ทริปนี้เกิดขึ้นได้ เนื่องจากพวกเราได้ไปเที่ยวพะเนินทุ่ง อช
.แก่งกระจาน ได้พูดคุยถึงความฝันอยากไปเที่ยวเมืองปาย แม่ฮ่องสอน อยากตลุยแม่ฮ่องสอน ต่อ (showtime) ก็ได้เล่าเรื่องราวเมื่อคราวไปบวชเรียนที่ วัดแม่ปาง อำเภอแม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน จะไปร่วมทำบุญทอดกฐินที่วัดแม่ปาง ทุกปี ซึ่งเป็นวัดที่สวยงาม สงบ ท่านเจ้าอาวาสใจดีต่อลูกศิษย์ ต่อชาวบ้าน ต่อชาวเขา สร้างโรงเรียน สร้างความเจริญให้แก่ อำเภอแม่ลาน้อย จนเป็นที่รักใคร่เคารพนับถือของชาวเขา
            พอดีได้หยุดเอเปค กับเขาบ้าง จึงโทรถาม ต่อ ว่า ไปกฐินวันไหน ซึ่งงานกฐินปีนี้ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม 2546 ซึ่งตรงกับวันหยุดช่วงเอเปคทันที จึงได้ชวนกันไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนแบบคาร์แคมป์ และ ได้ไปทำบุญงานกฐินด้วย พวกเราจึงได้ตกลงกันทันที โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกจากพะเนินทุ่งจองก่อน เพราะเราไปคาร์แคมป์เหมือนเคย ใครจองช้า ก็นั่งหลังกระบะ เป็นข้อตกลงที่เป็นเอกฉันท์
            สมาชิกร่วมทาง มี 10 คน เช่นเคย นำโดย showtime และรถ Tiger คู่ใจ และแล้ววันเดินทางก็มาถึง ทุกคนนัดเจอกันที่ ปั้ม ปตท.ถนนวิภาวดี ฝั่งตรงข้าม ห้างเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว ยกเว้น พี่จักร สมาชิกใหม่ นัดเจอกันที่ ชัยนาท

 
 

วันที่ 20 ตุลาคม 2546
เวลา
21.00 . ของพวกเราออกเดินทางทันที มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือทันที ระหว่างเดินทาง พวกเราคุยกันบ้าง สลับหลับบ้าง ตั่วทำหน้าที่เพื่อนชวนคุย และดูแผนที่เส้นทาง  ข้างหลังทำหน้าที่นึกเรื่องคุย หลังกระบะทำหน้าที่ นั่งไปเม้าส์ไป เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน พวกเราก็ได้รับ พี่จักร ระหว่างทาง

 

วันที่ 21 ตุลาคม 2546
ระหว่างเดินทาง เส้นทางที่
106 เวลา 04.00 . ของผ่านโค้ง อ.ลี้ จังหวัด ลำพูน เส้นทางโค้ง เยอะมาก หมอกหนาทึก สลับโค้งหักศอก คล้าย ๆ กับว่า นี่คือเส้นทางชิมลางของต่อนั่นเอง แม่ฮ่องสอน จะเจอมากกว่านี้ใช่หรือเปล่าเจ้าคะ
            เรามาถึงเชียงใหม่ ตอนเช้า แวะกินข้าว ซื้อสเบียง หลังจากนั้นก็เดินทางต่อ ชั่วโมงกว่า ๆ พวกเราก็มาถึง สุงสุดแดนสยาม (1)อช.ดอยอินทนนท์
            อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าสำคัญในการเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของลำน้ำแม่ปิง ช่วยหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมของชาวไทยในภาคเหนือและที่ลุ่มภาคกลางให้มีความอุดมสมบูรณ์มาช้านาน ด้วยเนื้อที่ 482 ตร.กม.ซึ่งประกอบด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีระดับความสูง-ต่ำของพื้นที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ประมาณ 400 เมตร จากระดับน้ำทะเลจนถึงยอดดอยอินทนนท์ที่สูงที่สุดในประเทศไทยประมาณ 2,565 เมตร จึงทำให้อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ประกอบด้วยกลุ่มของสังคมพืชและป่าชนิดต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายสูงตั้งแต่ ป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และสังคมพืช กึ่งอัลไพน์ ซึ่งจะพบเห็นเฉพาะในบริเวณที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 2,000-3,000 เมตรและมีหน้าผาสูงชันเท่านั้น
               
พวกเราได้แวะศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ปกติ จะเปิดให้เข้าใช้เส้นทางดังกล่าว ตั้งแต่ วันที่ 1 พย. เป็นต้นไม้ พวกเรามากันเป็นคณะ จึงขอร้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยนำทาง เปิดทางให้พวกเราได้ศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน
           
กิ่วแม่ปาน เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 42 ของถนนจอมทอง-ดอยอินทนนท์ ที่ระดับความสูงประมาณ  2000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร เส้นทางนี้ มีลักษณะเป็นวงรอบที่เดินลาดชันขึ้นไปทางทิศตะวันตกจนกระทั่งถึงบริเวณสันกิ่วแม่ปานและอ้อมวกลงมาทางใต้ตามสันกิ่วซึ่งเป็นทางลาดชันลงและในที่สุดจะวกกลับมาทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นทางลาดชันขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปบรรจบกับทางเดินเข้ามาในครั้งแรก

            พวกเราติดตามเจ้าหน้าที่โดยตลอด ได้เจอลอยเท้าสัตว์ป่า ได้เจอสะพานมอส ต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมไปด้วยมอส สีเขียวชุ่มชื้นตลอดการเดินทาง พวกเราเดินมาสักพักก็ได้พบกับน้ำตก เถาวัลย์ เฟริ์น ทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ ธรณีสันฐานกิ่วแม่ปาน บนสันเขาที่พวกเรากำลังเดินอยู่นั้นจะแคบและมีไหล่เขาสองข้างลาดชันสูงมาก เดินลงมาตามแนวสันเขา ด้านขวามือจะมีต้นช้ามะยมดอยขึ้นอยู่หนาแน่นเป็นผืนใหญ่ตามลาดเขา ช้ามะยมดอยเป็นไม้พุ่มในวงศ์กุหลาบดอย ตามชันเขาจะพบกุหลาบพันปี มีลักษณะลำต้นที่คดงอและแคระแกรนด้วยแรงลมปะทะหน้าผา ลักษณะดอกสีแดงบอบบาง
            พวกเราได้ศึกษาธรรมชาติ ประมาณ สอง ชั่วโมง  ออกจากป่ามา หิวโซกันใหญ่เลยค่ะ สั่งส้มตำของชาวบ้านมากินกัน มีไส้อั่วด้วย อร่อยมากค่ะ โมโหกันเปล่าเนี่ย
            หลังจากนั้น ทางผ่านเราได้แวะไหว้พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระธาตุนภพลภูมิสิริ เราได้เดินดูพันธุ์หมายแปลก ๆ ด้วย
            พวกเราเจอ เพื่อนสองคน (ตุ๋ม+เด่น) ดีใจมาก ที่ได้เจอเพื่อน ๆ เลยชวนไปค้าง อช.ออบหลวงด้วยกัน พวกเรามุ่งหน้าสู่อช.ออบหลวง โดยผ่าน อ.แม่แจ่ม เส้นทางถนนลาดชันมาก ๆ จนผ้าเบรคไหม้ ค่อย ๆ วิ่งมาเรื่อย ๆ วิ่งบ้าง พักบ้าง จนต่อรู้จังหวะเบรค ต่อจึงตัดสินใจ ขับลงช้าๆ จนมาถึงหมู่บ้าน ถามเขาตลอดทาง ว่า ร้านเปลี่ยนผ้าเบรค อยู่ไหน ไกลไหม๊ จนในที่สุดเราก็ใช้เวลา 1 ชม. ในการเปลี่ยนผ้าเบรคจนเสร็จ
            พวกเราเดินทางต่อสู่ อช.ออบหลวง อ.ฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง อีก 46 กม. และแล้วเราก็มาถึง
(2) อช.ออบหลวง หกโมงเย็น เป็นคืนแรกที่พวกเราจะได้กางเต็นท์ โดยเสียค่าธรรมเนียม 30 บาท ต่อคน
            อุทยานแห่งชาติออบหลวง มีพื้นที่ประมาณ 553 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ผ่าสงวนในเขตท้องที่ อ.จอมทอง อ.ฮอด และ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนของเทือกเขาถนนธงชัยซึ่งทอดตัวต่อเนื่องมาจากดอยอินทนนท์ มียอดดอยสูงที่สุดคือยอดดอยปุยหลวง สูงประมาณ 1,502 . มีลำน้ำแม่แจ่มไหลผ่านกลางพื้นที่สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าผลัดใบ ซึ่งยังคงความสมบูรณ์ สัตว์ป่าที่พบได้แก่ เก้ง กวาง หมูป่า ลิง และนกชนิดต่าง ๆ
            ได้ทำอาหารค่ำกันทันที ประมาณ สี่ทุ่ม พวกเราก็นอนกัน ทั้งคืนเราได้ยินเสียงน้ำในลำธารดังซู่ซ่า คล้ายฝนตกตลอดคืน อากาศชั่งดีเหลือเกินค่ะ

 
 

วันที่ 22 ตุลาคม 2546
รุ่งเช้า พวกเราได้เดินสำรวจรอบ ๆ ที่พัก รอบ ๆ ลำธาร ดื่มกาแฟ กัน ทำอาหารเช้ากันอีกครั้ง และเก็บสัมภาระเครื่องนอนกันไปด้วย พวกเราแบ่งอาหารแห้งให้เพื่อน ตุ๋ม
+เด่น เพราะพวกเขาต้องแยกกันไปเที่ยวเอง ตามประสา คนแบกเป้ สาย ๆ หน่อย พวกเราก็ไปถ่ายรูปที่ เขาจูบกัน
           
“ออบหลวง”
เป็นช่องแคบเขาขาด ที่มีลำน้ำแม่แจ่มไกลผ่านกลาง มีสะพานพาดระหว่างหน้าผาให้นักท่องเที่ยวสามารถยืนชมหุบช่องแคบและสายน้ำแม่แจ่มเบื้องล่างกระแสน้ำที่ไหนผ่านช่องผาหินไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงเป็นพลังทางธรรมชาติที่สลักเสลาหน้าผาหินทั้งสองฝั่งจนเกิดเป็นรูปทรงที่สวยงามแปลกตา บริเวณนี้เป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติออบหลวง ซึ่งมีความร่มรื่นเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจและสัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิดด้วยการตั้งแคมป์พักแรมริมฝั่งลำน้ำแม่แจ่ม
            อีกฝั่งหนึ่งของสะพานข้ามออบหลวง มีเส้นทางเดินชมแหล่งโบราณคดีที่ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุต่าง ๆ และภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บริเวณเพิงผาช้างเป็นภาพเขียนรูปคนและสัตว์หลายภาพ
            พวกเราสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงเรื่องยอดแคมป์กราวด์ออบหลวง เป็นจุดกลางเต็นท์สูงสุดของ อช.ออบหลวง
ซึ่งพวกเราสนใจมาก มีสองทางให้เลือกคือ รถ กับ เดิน พวกเราเลือกเดินทางด้วยรถ โดยฝากสัมภาระไว้ที่ ประตูทางเข้า ส่วนเด่น ตุ๋ม เลือก เดิน โดยมีเจ้าหน้าที่นำทาง และแล้วพวกเราก็แยกจากกัน ไปตามใจฝันของตนเอง

             ทางขึ้นดอยฯ ชันมาก เป็นลูกรัง ทางแคบ ไปสักระยะหนึ่ง  พวกเราได้เจอสวนกระหล่ำ สวนมะเขือเทศ และสวนรถกะหล่ำของชาวบ้านตลอดทาง  โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่ขี่มอเตอร์ไซด์ตามมา กำลังจะขึ้นดอยฯ เช่นกัน เจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่ คอยเตือนรถข้างหน้า และคอยบอกทางตลอดหากเจอทางแยก หากเราเลี้ยวผิด เจ้าหน้าที่ก็จะมาตาม ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ  น่ารักจริงๆ
เวลาบ่ายโมง พวกเราก็มาถึง ณ. ยอดแคมป์กราวด์ออบหลวง แวะกินข้าวที่ศาลาซึ่งสร้างใหม่เอี่ยม เจ้าหน้าที่บอกว่า ศาลาแห่งนี้ และ ห้องน้ำ เพิ่งสร้างใหม่ มีพวกเราคณะแรกที่ได้ใช้บริการ แหม
!!!!!! ภูมิใจจังเล้ย
             กินอิ่มก็เริ่มเดินเท้ากัน ระหว่างทางเจอหญ้าเจ้าชู้ตลอดทาง โดนเป็นเกาะติดเสื้อผ้า ใช้เวลา ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเราก็ไปถึง จุดชมวิวยอดหน้าผาดอยคำ มีทากด้วยค่ะ แต่น้อย แต่มีเห็นประปราย บี โดนกัด เสียแล้ว…..พวกเราแวะถ่ายรูปหมู่กัน บนชันเขา ลักษณะเหวลึก ไว้เวลาก็เดินทางกลับ
              ทุกคนสำรวจทากกันใหญ่เลย ว่าติดเท้าใครมาบ้าง เจ้าลม เจอที่เท้า ดูดเลือดจนอ้วนเลย พอดึงตัวมันออก เลือดไหลไม่ยอมหยุด วิทย์เลยวิ่ง ไปเด็ด
ใบสาบเสือมาบดแล้ววางไว้ที่บาดแผล เพื่อห้ามเลือด เลือดหยุดทันทีค่ะ แปลกมากเลย
               นัท ได้นำเป้ ของตุ๋ม ซึ่งฝากมากับรถ ไปไว้ที่ลานกางเต็นท์ บ้านพักเจ้าหน้าที่ ตามคำสั่ง เด่น กลัวไม่ใช่คนแบกเป้ เลยแบกขึ้นเอง ป่านนี้เป็นไงกันบ้างน๊า
ได้เวลาพวกเราก็เดินทางกลับ ผ่าน ตลาดฮอด แวะซื้ออาหาร แล้วมุ่งหน้าไป อช
.ออบหลวง เพื่อไปเอาสัมภาระ ขณะนั้นเวลาเย็นมากแล้ว จึงรีบขึ้นของ แล้วเรียกสมาชิกมาถ่ายรูปหมู่กันที่ป้ายอช. อำลาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
              ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. พวกเราก็ดีใจ ที่ได้ เห็นป้ายยินดีต้อนรับสู่แม่ฮ่องสอน อย่างเป็นทางการ  ครั้งแรกของคนในทริปหลายคนที่ได้มาเหยียบเมืองแม่ฮ่องสอน (mamgapee,ตั่ว) สมใจดังเป้าหมาย พอถึงทางแยกให้เลี้ยวขวาเข้าสู่ อำเภอแม่สะเรียง ถนนใหญ่มาก จุดเป้าหมายของเราคือ วัดแม่ปาง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
               ใช้เวลาประมาณ
2 ชม. (เวลา 21.00 .)  พวกเราก็มาถึง วัดแม่ปาง พวกเราเข้าไปกราบท่านเจ้าโอกาส ท่านดูสง่า ยิ้มแย้ม ใจดีมาก บอกให้พวกเราพักผ่อนกันตามสบาย ไปอาหารรับประทานกันได้ที่โรงครัว หลังจากที่พวกเรากินอาหารค่ำเสร็จแล้ว ชาวบ้านได้จุดโคมไฟขนาดใหญ่มาก ๆ แปลกตาดี เลยได้ถ่ายรูป อัดวีดีโอ ได้ด้วย
              พอได้เวลาพวกเราก็จัดแจงที่พัก หาที่หลับนอนกัน บ้างก็กางเต็นท์นอน บ้างก็นอนที่โรงเรียนอยู่ใกล้ ๆ วัด มีญาติโยมจากต่างจังหวัดมาร่วมทอดกฐินในปีนี้ มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนเมืองชล

 

วันที่ 23 ตุลาคม 2546
               พวกเราตื่นเช้าตรู่ แต่งตัว รับประทานอาหาร ได้ร่วมงานทอดกฐิน มีนางรำจากโรงเรียนข้างเคียง มาฟ้อนรำ ระหว่างทางอาหารเช้า สาย ๆ ก็เริ่มพิธีทอดกฐินกัน โดยยกขบวนกฐินเวียนรอบโบสถ์สามรอบ แล้วเข้าโบสถ์ทำพิธีทางศาสนาต่อไป
              ท่านเจ้าอาวาสได้แจกพระวัตถุมงคลให้ด้วย สวยงามหน้าบูชาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อน ๆ ได้พูดคุยกันถึงโบสถ์แห่งนี้ สวยงามมาก ได้คุยกับช่างปั้น เขาทำด้วยใจ และปั้นด้วยมือของเขาเอง เขาภูมิใจมาก บริเวณรอบวัด ก็ธรรมชาติมาก มีแม่น้ำไหลผ่าน มีภูเขา มีต้นไม้สูงใหญ่ มีท่านเจ้าโอกาสใจดี มีชาวเขาที่น่ารัก ได้เวลาพวกเราก็เดินทางไปต่อ
              เวลาเที่ยงพวกเราก็ได้เดินทางต่อไป ใช้เวลา
1 ชม. กว่า ๆ พวกเราก็เดินทางมาถึง อำเภอขุนยวม แวะตลาด ซื้อเสบียง สี่โมงเย็นพวกเราก็มาถึง ทุ่งบัวตอง พวกเราได้เห็นดอกบัวตองประปรายเท่านั้น ส่วนใหญ่ทุ่งบัวตอง จะบานเต็มที่ ช่วงเดือน พฤศจิกายน พวกเราบ้างก็นอนเล่น บ้างก็ไปสำรวจ ยอดดอยแม่อูคอ 1600 . ลักษณะการขึ้นเป็นขั้นบันไดปูน ง่ายต่อการปีนขึ้น ก็เหนื่อยเอาการเหมือนกันค่ะ สูงชัน ประมาณ 400 กว่าขั้นบันได ได้เวลาพอควร จึงเดินทางต่อไปยัง (3) อช. น้ำตกแม่สุรินทร์ ซึ่งใช้เวลา 20 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ  เสียค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท
            พวกเราได้จัดการกางเต็นท์ที่ลานกว้าง และทำอาหาร ตกดึก พวกเราก็นอนดูดาวกันนะค่ะ คืนนี้อากาศหนาวมาก บ้างก็นอนดูดาวหน้าเต็นท์ บ้างก็นอนลานกว้าง พวกเราได้เห็นดาวตกกันด้วยค่ะ

 
 

วันที่ 24 ตุลาคม 2546
           
พวกเราตื่นแต่เช้าเช่นเคย เก็บสัมภาระ ทำกับข้าว เสร็จเรียบร้อยพวกเราก็เดินสำรวจกัน ไปดูน้ำตกแม่สุรินทร์ ซึ่งสูงใหญ่มาก จุดชมวิว จะแบ่งเป็นระดับ ๆ ลงไป พวกเราถ่ายรูปกันจุใจ ก็ได้เวลาเดินทางกลับ โดยแวะปั้มพาสปอร์ต
            ระหว่างทางเราได้แวะชม ถ้ำปลา และปั้ม พาสปอร์ต
(4) อช. ถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ
           
ถ้ำปลา เป็นถ้ำที่มีน้ำไหลผ่านโพรงถ้ำ และมีฝูงปลาพลวงหินหรือปลามุง ขนาดยาว 70-80 ซม. และหนักกว่าตัวละ 5-7 กก. อาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 500 ตัว ภายในพื้นที่โพรงถ้ำเพียง 25 ตรม.
           
น้ำตกผาเสื่อ น้ำตกที่เกิดจาก ลำน้ำแม่สะงา สูงกว่า 10 เมตร
            พวกเราเดินทางต่อไป ถึง อ.ปาย ประมาณ สี่โมงเย็น พวกเราแวะเยี่ยมสับสองพันนา ที่ใครต่อใครลือหนักลือหนาว่าอยากมาสัมผัส อยากมาพักผ่อน อ่านหนังสือ อยากมาอยู่ตอนบั้นปลายชีวิต สุดท้ายเราก็ได้มาแวะเยี่ยมเยียนจนได้ หน้าที่พักสิบสองพันนา จะมีแม่น้ำปาย เล็ก ๆ เหมือนคลองบ้านเรา แต่น้ำไหลแรงมาก เหมาะสำหรับล่องแก่งอย่างยิ่ง มีลูกชาวบ้านแถวนั้นล่องแก่งเหมือนกันค่ะ แต่ล่องแก่งห่วงยางล้อรถ ก็หนาสนุกแฮะ ได้เวลาสมควรแก่การเยี่ยมชม ราคาที่พักแพงมาก และไม่ใช่คนตลุยอย่างพวกเรา เราจึงตัดสินใจไม่ค้างที่นี่ เราออกจากสิบสองพันนา ไปแวะตลาดปาย ซื้อเสบียง เดินเล่น บางคนเขียน postcard บางคนเดินเล่น ได้เวลาก็อำลา อำเภอปาย มุ่งหน้าสู่ห้วยน้ำดัง เป้าหมายต่อไป
            เวลา 19.30 . พวกเราก็มาถึง
(5) อช.ห้วยน้ำดัง อากาศหนาวมากเลย หนาวมากกว่าที่อื่น ๆ ที่ได้ค้างแรมกัน จุดกางเต็นท์ของพวกเรา คือหน้าผา ซึ่งทำเตียนโล่งสำหรับกางเต็นท์โดยเฉพาะ มีเป็นขั้น ๆ ลดหลั่นกันไป พวกเราได้ขนสัมภาระลงจากขึ้น พร้อมกลางเต็นท์และประกอบอาหารกัน อาหารหนาวเย็นมากในคืนนี้ เส้นทางช้างเผือกพวกเราเห็นได้ชัด ตื่นเต้นมาก สวยงามจริง ๆ แต่ด้วยอากาศที่หนาวมาก พวกเราจึงได้แต่ดูผ่าน ๆ หลายคนเริ่มไม่สบาย แน่นจมูกเพราะอากาศเย็น ออกมานอกเต็นท์พักเดียว ผมที่แห้ง ก็ชื้นทันที ที่ห้องน้ำ อช.ห้วยน้ำดัง ดึก ๆ จะมี ผีเสื้อ หลากนานาพันธุ์ มาบินไปบินมาเล่นกับแสงไฟ คืนนี้พวกเราหลับกันสบาย ต่อเริ่มไม่สบายเป็นหวัด อีสเริ่มหายใจไม่ออก เพราะแรงอากาศกดต่ำ นัทเริ่มไข้กลับ เพราะความหนาว คนอื่น ๆ แข็งแรง สบายดีก๊า………

 
วันที่ 25 ตุลาคม 2546
           
ตื่นแต่เช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ประมาณ 200 เมตร จุดชมวิวทะเลหมอก ประมาณ 500 เมตร ซึ่งวันนี้ ทะเลหมอกมีไม่มากนัก  ได้เวลาก็ประกอบอาหารเช้ากันเช่นเคย ต่อ ไม่สบาย ทุกคนลงความเห็นว่า พวกเราจะกลับบ้านกันวันนี้
           สี่โมงเช้า พวกเราเดินทางออกจาก อช.ห้วยน้ำดัง มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ ไปแวะกินข้าวซ้อมมือกัน ข้าง ๆ ม.เชียงใหม่ บ่ายสองโมงพวกเราเดินทางไปดอยปุย ดอยสุเทพ พวกเรามุ่งหน้าสู่ดอยปุยทันที เพราะเวลาน้อยมาก เมื่อถึงดอยปุย พวกเราก็เดินสำรวจยอดดอยปุย บางคนก็นั่งเขียน postcard
ต่อพักผ่อน พอได้เวลาพวกเราก็ลงจากดอยปุย ไปแวะปั้ม พาสปอร์ต
(6)อช.ดอยสุเทพ+ดอยปุย
           
หนึ่งทุ่มตรงพวกเราก็มาถึงตัวเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง แวะกินอาหารบุพเฟ่ต์ ซึ่งมีอาหารหลายอย่าง มีหม้อสุกี้ มีเตาย่าง มีบาบีคิว มีขนมหวาน ไอศกรีม มีหมูสเต๊ะ ผลไม้ ฯลฯ กินแบบไม่อั้น  หัวละ 89 บาท หากทานไม่หมดโดนปรับให้ใส่กล่องนำกลับบ้าน ซึ่งมีคนมารับประทานกันมาก เหมือนมางานมงคล กันเลยน่ะค่ะ มีเป็นร้อย ๆ โต๊ะ อาหารก็อร่อย ใครจะลองหันมาทำธุรกิจแบบนี้ก็ได้นะคะ
            เวลา 21.00 .พวกเราเดินทางกลับ โดยเปลี่ยนมือคนขับ โดย สาวบี พอใกล้ ถึง กทม. ต่อก็มาขับเหมือนเดิม พวกเรามาถึง กทม. เช้าวันที่ 26 ตุลาคม 2546
 
 
สรุปสิ่งที่ได้จากทริปนี้
1.
พวกเราได้พิชิต 5000 กว่าโค้ง เป็นเส้นทางวงกลม จากซ้ายวนมาขวารอบจังหวัดแม่ฮ่องสอน จน ลม+แม็ก เกิดอาการเมารถ
2.
พวกเราได้สะสมตราอุทยานได้ถึง 6 อช.
3.พวกเราได้อยู่กินกับเพื่อน ๆ ในทริป เป็นระยะเวลาที่นานและหลายวัน
เหนื่อย และ คุ้มค่า มาก กับเวลาที่เสียไป
4. ทริปนี้ ใช้เงินเฉลี่ยแล้วคนละ 900 บาท
5.
อื่น ๆ ที่ไม่สามารถบรรยายได้

ขอขอบคุณ ต่อ showtime และ รถกระบะ ที่สละเวลาพาเพื่อน ๆ ได้เที่ยวตามใจฝัน ขอบคุณเพื่อน ๆ ร่วมทริปที่ได้ช่วยเหลือกันและกันเป็นอย่างดีและสุดความสามารถ ขอขอบคุณอีกมากมาย ซึ่งอยู่ในใจของพวกเรา 10 คน

 
 

Mamgapee  : เล่าเรื่อง / Mamgapee , Enut : รูป