คนหลาย ๆ คนเดินทางจากเมืองสู่ป่า ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน  บ้างเพื่อคลายเครียด บ้างเพื่อหาความแตกต่างของจังหวะชีวิต บ้างเพื่อค้นหาตัวเอง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่กิจกรรมนี้กลายเป็นกิจกรรมหลักของชีวิตไปเสียแล้ว
         ปลายมกราคมลมหนาวยังไม่หมดฟ้า ยังพัดพาหมอกพัดผ่านยอดเขาให้เห็นในวันแรกที่เดินทางไปถึงหลังคาของเมืองตาก
 
“ ดอยสอยมาลัย “

 

ดอยสอยมาลัย อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น จ.ตากและจ.เชียงใหม่ มียอดเขาสูงระดับปานกลาง 1,664 เมตร จากระดับน้ำทะเล
                การเดินทางเริ่มออกจากกรุงเทพตอนเที่ยงคืน ด้วยรถตู้บรรจุผู้เริ่มเดินทางทั้งหมด
11 คน

       6 โมงเช้ารถจอดแวะเพื่อซื้อของสดรวมทั้งอาหารกลางวันของมื้อแรกที่ตลาดสดบ้านตาก ฟ้าแจ้งช้าในเช้าวันนี้ อากาศที่ยังมัวซัว รวมทั้งอากาศที่หนาวเย็นช่างต่างจากชีวิตการทำงานในกรุงเทพจริง ๆ ทำให้นึกเล่น ๆ ไปว่า นาฬิกาปรับแสงที่กรุงเทพกับที่ตากนี้อาจจะเป็นคนละเรือนกัน

       7 โมงเช้าแล้วแดดก็ยังไม่ตื่น แต่ร้านที่พวกเราขอนั่งพักเริ่มให้บริการ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ข้าวมันไก่ ถูกลำเลียงมาให้สมาชิกส่วนใหญ่ของทริป ถึงแม้จะเช้าเกินกว่าที่กระเพาะจะทำงานแต่ด้วยคำขู่ที่ว่าควรกินเอาแรงอนาคตข้างหน้าไม่รู้จะเป็นยังไง เจอคำขู่แบบนี้ไม่ไหวยังไงก็ต้องกิน เพราะเคยหน้ามืดเอาดื้อ ๆ ตอนเดินขึ้นเขาหลวงสุโขทัยมาแล้ว
พวกเราออกจากตลาดเกือบ
8 โมง มุ่งตรงสู่หน่วยพิทักษ์ป่ากิ่วสามล้อ เพื่อติดต่อรถโฟวิลล์ของเจ้าหน้าที่และลงชื่อขึ้นดอยสอยมาลัย ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือว่าโชคร้ายที่เราพลาดรถเจ้าหน้าที่ที่ออกเวลา 8.30 . เพื่อเอาของขึ้นดอยไปยังหน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่นจุดที่เราจะพัก เพราะแว่วว่าถ้าทันจะฝากของไปกับรถเจ้าหน้าที่แล้วพวกเราจะเดินขึ้น

   

แต่เมื่อพลาดไปหัวหน้าทริป พี่ปิยะก็ปรับแผนจะฝากสัมภาระของพวกเราไว้ที่นี้ก่อนแล้วเดินขึ้นดอยไปเรื่อย ๆ รอให้รถโฟวิลล์ของเจ้าหน้าที่มาเอาของแล้วรับพวกเราระหว่างทาง แต่ไม่ทันที่แผนการณ์นี้จะสำเร็จ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่ากิ่วสามล้อก็ขับรถกระบะเข้ามาพร้อมภรรยา

            “ คุณนาย “ ภรรยาของหัวหน้าหน่วยสร้างความตื่นเต้นให้กับพวกเราได้มาก เพราะท่านน่ารัก ตื่นเต้นดีใจที่พวกเราจะขึ้นดอย ท่าทางที่เหมือนเด็กได้ของเล่นช่วยกระตุ้นให้เรารู้สึกสนุกตามไปด้วยท่านกังวลไม่อยากให้พวกเราเดินขึ้นนัก ท่านว่าทางค่อนข้างไกล แต่ไม่ช้าไม่นานรถโฟวิลล์คันสีขาวของเจ้าหน้าที่ก็ขับเคลื่อนเข้ามาในบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่ากิ่วสามล้อ ไม่รอช้าพวกเราจัดของขึ้นกระบะหลังจัดที่นั่งยัดคน 11 คนให้เข้าที่โดยมีคุณนายนั่งหน้าข้างเจ้าหน้าที่อีกคนที่ขับขึ้นไปส่งพวกเราถึงบนดอย 10.00 . ได้เวลาออกเดินทางขึ้นสู่ยอดดอยสอยมาลัย

            ก่อนขึ้นดอยเจ้าหน้าที่แวะเติมน้ำมัน คุณนายลงไปซื้อกล้วย 2 หวี กับขนมห่อขบเคี้ยวอีก 6 ถุง หลังจากนั้นรถก็ทะยานขึ้นสู่หลังคาเมืองตากทันที ทางค่อนข้างชันมีร่องรอยของถนนที่ขรุขระมีที่ทางเฉพาะล้อรถ 2 ทางเท่านั้น พาลให้นึกไปถึงหน้าฝนทางคงลื่นและไถลได้ง่ายกว่านี้มากถ้าไม่ชำนาญทางจริง ๆ ก็จัดได้ว่าทางน่ากลัวไม่น้อย มิน่าข้อมูลในเว็บเท่าที่หาได้จะเขียนว่า ดอยสอยมาลัย เป็นสถานที่ที่รู้จักกันในหมูนักเที่ยวด้วยรถโฟวิลล์มากว่านักท่องเที่ยวป่าโดยทั่วไป

   
 

            ระยะทางจากจุดแยกกิ่วสามล้อถึงหน่วยย่อยดอยสอยมาลัยมีระยะทาง 10 กิโลเมตรเรามาถึง เวลา 10.45 ณ จุดนี้เราสามารถแยกซ้ายขึ้นดอยสอยมาลัย 12 กิโลเมตร หรือไปทางขวาหน่วยจัดการต้นน้ำเขื่อนภูมิพล 2 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จอดแวะให้พวกเราถ่ายรูปที่หน่วยย่อยแล้วก็พาเราเลี้ยงซ้ายขึ้นไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ด้วยอากาศที่เย็น และคลึ้มทำให้บางช่วงพวกเราได้ปะทะกับลมหมอกปลิวผ่านสันเขาที่รถเราผ่าน มีหลายช่วงที่พี่ปิยะเสนอให้เราเดินเก็บธรรมชาติแต่เจ้าหน้าที่ก็ค้านว่าอีกไกลนะ ไว้ถึงจุดที่สามารถเดินได้ไม่ไกลมากเจ้าหน้าที่จะจอดให้ลงแล้วขับไปรอรับข้างหน้า ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเรียกดอยสอยมาลัยว่าเป็นหลังคาเมืองตาก ด้วยเพราะยอดที่สูงที่สุดในตากและยอดสันเขาที่ลดหลั่นของแต่ดอยแต่ละลูกก็ไล่เรียงกันตรงหน้านี้ช่างเหมือนหลังคาของบ้านปลูกติดกัน รถของเราก็ปีนป่ายไปตามแต่ละหลังคาบ้านแค่ระยะทาง 12 กิโลเมตรเราก็ผ่านยอดไม่ต่ำกว่า 5 ยอดกว่าที่จะถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น

            เสน่ห์ของที่นี่น่าจะเป็นเส้นทางรอยรถที่เรามองเห็นปีนป่ายบนเขาด้านหน้ารถ และด้านหลังรถที่เราขับเคลื่อนผ่าน มองไปทางไหนก็เห็นยอดเขาสูงซ้อนกันไปมา ขับไปไม่นานเจ้าหน้าที่ก็จอดให้พวกเราได้ลงเดินและไปรอรับที่จุดสูงสุดยอด 1,664 ม. ของดอยสอยมาลัย แต่ฟ้าไม่เป็นใจให้กับการเดินเลย ปล่อยแสงแดดลงมาไล่หมอกหายไปหมด หลายคนที่มีกล้องถึงกลับบ่นเสียดายภาพหมอกพัดผ่านยอดเขาลูกที่เราเห็นกันก่อนหน้านี้ เราเดินกันจนถึงยอดพร้อมกับนึกดีใจที่เจ้าหน้าที่รอรับและไม่ปล่อยให้เราเดินกันไปไกลกว่านี้ ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางที่เราเดินยังทิ้งร่องรอยของความชื้นไว้ให้เห็นจากมอสที่แห้ง ๆ เกาะตามต้นไม้หรือที่บางคนเปรียบเปรยว่า ต้นไม้ใส่เสื้อ หน้าฝนดอยสอยมาลัยคงให้บรรยากาศอีกแบบแน่ ๆ

            เจ้าหน้าที่พาเรามาส่งที่พักที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่นเวลา 12.35 . คุณนายและเจ้าหน้าที่กลับลงไปทันทีพร้อมกับให้กล้วย 2 หวี ขนมถุง และทิ้งเรื่องเล็ก ๆ ไว้ให้พวกเรายิ้มก็คือ คุณนายบอกว่าจะขึ้นดอยสอยมาลัยให้ครบ 9 ครั้ง ครั้งที่มาส่งพวกเรานี้เป็นการขึ้นมาครั้งที่ 4 ของท่าน จนเป็นเรื่องแซวกันเล่น ๆ ในกลุ่มว่าครั้งที่ 9 ของท่านคงมีงานฝังลูกนิมิตบนดอยนี้แน่ ๆ เที่ยงกว่าแล้วพวกเราก็จัดการปูพื้นหาข้าวเที่ยงที่ซื้อจากตลาดออกมาทานกัน หลังจากนั้นก็กางเต็นท์จองพื้นที่ ห้องน้ำบนดอยมี 4 ห้อง แต่ต้องลงไปตักน้ำจากบ่อที่ทางเจ้าหน้าที่จัดทำไว้ให้ด้านล่างลงไปประมาณ 100 เมตร

   
 
 
 

       โปรแกรมช่วงบ่ายก็พักผ่อนตามอัธยาศัยนัดแนะอีกทีก็ไปเดินดูพระอาทิตย์ตกดินที่จุดชมวิว เริ่มออกจากเต็นท์ที่พักตอน บ่าย 3 โมงเย็น เดินไปเรื่อย ๆ ผ่านหลังคาเขาอีก 2 หลังกว่าจะไปถึงยอดประมาณ 1,400 ที่เป็นจุดชมวิวก็เล่นเอาหอบ เพราะทางมีทั้งขึ้นและลงไม่ใช่ทางเลียบตลอดเส้น ระยะทางแค่ 3 กิโลเมตร แต่ไกลกว่านั้นในความรู้สึกมันกระตุ้นให้นึกอีกแล้วว่า เรามาทำไมเนี่ย บ่อยครั้งแต่ในการเดินป่าแต่ละรอบที่คำถามนี้ผลุดขึ้นมาในใจ เหนื่อยก็เหนื่อย พระอาทิตย์ก็ดวงเดิม ๆ ทำไมคนดั้นด้นมาดูกันจัง แต่พอไปถึงจุดที่หมายความรู้สึกเหนื่อย ท้อ ก็หายไปแว้บ เราใช้เวลาเดินกันประมาณ 1 ชม. และนั่งรอให้พระอาทิตย์แสดงโชว์ตกดินอีก 2 ชม. บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเย็นลมพัดปานกลาง ฟ้าไม่เปิดเท่าที่ควรแต่ก็ทำให้พวกเราเห็นขอบสันเขื่อนภูมิพลราง ๆ และเห็นยอดดอยสอยมาลัยที่เราเพิ่งผ่านมากันตอนเที่ยง อืม…เราก็ข้ามเขามาไกลจนไม่น่าเชื่อ ระหว่างรอก็เป็นกิจกรรมการละลายพฤติกรรม มุขเฮมุขฮาจากคนนั้นมาสู่คนนี้เริ่มบรรเลงขึ้น ด้วยที่พวกเรามาแบบไม่รู้จักซะเป็นส่วนมากการพูดคุยเลยเป็นการละลายพฤติกรรมที่ดี พระอาทิตย์ทำหน้าที่แสดงโชว์ตอน 6 โมงเย็นนิด ๆ ค่อย ๆ ทอดต่ำลงหลายคนจับภาพแบบไม่ยั้ง และอีกไม่น้อยที่เก็บภาพนั้นไว้ในความทรงจำ

      โชคดีเป็นของพวกเราอีกรอบที่มีครอบครัวหนึ่งขับรถขึ้นมาชมพระอาทิตย์ตกดินด้วย พอจบการแสดงพวกเราเลยได้อาศัยรถพี่เขากลับลงมายังที่พัก น้ำใจคนเที่ยวป่ามีให้เห็นบ่อยครั้งแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม เพราะหลังจากถึงที่พักก็ขอบคุณพี่เขา พี่เขาบอกว่า ไม่เป็นไรคนเที่ยวป่าต้องช่วยเหลือกัน ฟังแล้วซึ้งจริง ๆ นะพี่

            อากาศคืนนี้เย็น ท้องฟ้าเปิด ที่นี้ใช้ไฟปั่นและจะปิดตอน 2 ทุ่ม กิจกรรมรอบดึกก็ตามอัธยาศัยอีกเช่นเคยบางคนก็อาบน้ำ บ้างก็เอากล้วยที่คุณนายให้มาปิ้ง บ้างก็ต้มถั่วเขียว พี่ปิยะนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ แว้บเข้าไปฟังมาบ้างก็ทำให้คิดได้หลายเรื่อง ที่นี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทำให้มีการยันพื้นที่กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ก่อน เพื่อไม่ให้ชาวบ้านรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น อาชีพหลักของชาวบ้านร้อยกว่าหลังคาเรือนที่นี้ก็คือ ปลูกกะหล่ำ แม้จะได้กิโลกรัมละ 1.50 บาท แต่เก็บเกี่ยวทีก็ได้เป็นแสนบาท คิดเปรียบเทียบดูเล่น ๆ หนึ่งครัวเรือนจะมีพื้นที่ขนาดไหน

            ส่วนงานหลักของเจ้าหน้าที่อีกอย่างก็คือ การทำแนวกันไฟ กันไม่ให้ไฟป่าไหม้ลุกลามไปทั่วป่า ด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ที่ประจำหน่วยนี้มีอยู่ 5 คน สับหมุนเวียนกันทำแนวกันไว้และดูแลที่ทำการ งานอาจจะไม่ทั่วถึงแนวกันไฟจึงช่วยได้มากแทนที่จะต้องไปดับเองในเวลาที่เกินไฟไหม้จริง ๆ คืนนี้พวกเราก็ได้เห็นเปลวไฟไหม้บนภูเขาด้านหน้าทางทิศตะวันออก และก็ได้แต่หวังว่าที่กันไฟจะทำหน้าที่ของมันได้ดี

            เช้าแล้วพระอาทิตย์ดวงกลมโต ส่องไล่ความเย็นไปอย่างไม่ใยดี วันนี้ฟ้าแจ้งใสกระจ่าง ฟ้าเป็นสีฟ้าท้าให้นักเล่นกล้องทั้งหลายหามุมจับความงามกันตามความถนัด อาหารเช้าเป็นแบบหรูระดับภัตราคาร ไข่ดาว ไส้กรอกทอด ขนมปังจะเลือกหน้าแยมผิวส้ม หรือทูน่าสเปรดก็ตามถนัดตักกันเอาเอง กาแฟหรือโอวันตินก็มีให้เลือก สุขขีกันทั่วหน้า ในตอนแรกพี่ปิยะนัดรถเจ้าหน้าที่ให้มารับที่นี้ตอน 11 โมงเช้า แต่เจ้าหน้าที่ขึ้นมาเร็ว 10 โมงก็มาจอดรอที่ข้างเต็นท์แล้ว แต่พวกเราก็ไว้จัดเก็บของเสร็จไม่นาน แล้วก็รวมพลถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกกับเจ้าหน้าที่

            ขากลับวันนี้อากาศเปิดมากกว่าเมื่อวาน แดดแรงฝุ่นคลุ้งตามหลังรถกระบะตลอดเส้นทางที่เราผ่าน สำหรับวันนี้พี่ปิยะพาเราไปยังเขาหัวโล้นแยกขวามือที่หน่วยย่อยดอยสอยมาลัยซึ่งจะต้องผ่านจุดจัดการต้นน้ำเขื่อนภูมิพล จากแยกถึงจุดจัดการต้นน้ำ 2 กิโลเมตร พวกเราแวะพักทางข้าวกลางวันที่จุดนี้ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ขับรถขึ้นไปยังยอดเขาหัวโล้นด้วยระยะทาง 3 กิโลเมตรเราก็ไปยืนตรงยอดเขา บริเวณโดยรอบไม่มีต้นไม้ใหญ่มีเพียงหญ้าต้นเล็ก ๆ ยอดผักกูดที่แย่งกันชูยอด ที่จริงบริเวณนี้ไม่ได้มีชื่อว่าเขาหัวโล้นและแต่ก่อนก็มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกติแต่หลังจากถึงบุกรุกจนไม่เหลือต้นไม้ ชื่อเล่นของยอดเขานี้ก็เกิดเป็นเขาหัวโล้น

            เคยดูรูปเขาหัวโล้นที่จังหวัดกาญจนบุรีภาพที่ได้สวยเพราะเมื่อไม่มีต้นไม้ สิ่งที่จะมาดึงจุดสายตาก็จะเป็นก้อนหินและท้องฟ้า รอยสันเขา ที่นี้ก็เช่นกันมีก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ วางไม่เป็นระเบียบแต่ดูเป็นศิลป์ ก้อนเมฆที่กระจายแตกรายงาอยู่บนฟ้า ธรรมชาติช่างบรรจงสิ่งสวยงามได้ถึงปานนี้ มาถึงตอนนี้คำถามที่ค้างมาจากวันแรกที่เดินไปดูพระอาทิตย์ตกก็หมดไป เรามาเดินป่าให้ลำบากทำไม ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะตอบ เพราะภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันไม่ต้องการคำอธิบาย

 

  บ่ายสองเจ้าหน้าที่ก็พาเรากลับลงมายังจุดที่เราจอดรถไว้ พวกเราถึงหน่วยพิทักษ์ป่ากิ่วสามล้อเวลาบ่าย 4 โมงเย็น เมื่อจัดของขึ้นรถตู้เรียบร้อยก็มีการวัดแรงใจกันอีกครั้งกับการต้องเข็นรถตู้เนื่องจากแบตหมด แต่ก็ไม่เป็นปัญหารถตู้รักษาความน่ารักงอแงเพียงเล็กน้อยแล้วก็ทำหน้าที่พาเราเดินทางกันต่อ จุดต่อไปที่เราไปแวะคือ วัดพระบรมธาตุ ซึ่งตั้งอยู่ในเขต ต.เกาะตะเภา  อ.บ้านตาก จ.ตาก พวกเราเข้าไปสักการะหลวงพ่อทันใจ เนื้อที่ของวัดมีทั้งหมด 40 ไร่ บริเวณพระธาตุที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุสร้างแบบลานนาเป็นทรงเจดีย์แปดเหลี่ยม

            พอออกจากวัดสถานที่ต่อไปเป็นที่ที่ลูกทริปต้องการจะแวะ นั้นคือสะพานข้ามแม่น้ำปิงใน อ.บ้านตาก ตัวสะพานที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำ ลมเย็นเอื่อย ๆ พวกเราเลยปักหลักดูพระอาทิตย์ตกดินกันที่นี้ พระอาทิตย์ส้มกลมโตมาก บรรยากาศเหนือคำบรรยาย คำถามอีกคำถามจึงถูกตอบโดยธรรมชาติ ถึงแม้จะเป็นพระอาทิตย์ดวงเดียวกันแต่พอต่างสถานที่ความรู้สึกก็ต่างกันไปจริง ๆ

            อาหารค่ำพี่ปิยะพาไปทานกันที่ร้านครัวเกษตร ร้านไสต์สวนป่า อาหารอร่อย บรรยากาศดีเพลงโบราณ พี่ปิยะว่าร้านนี้ขึ้นชื่อของจังหวัดตาก หลังจากอิ่มหน่ำขบวนเราก็ออกเดินทางจากตากกลับกทม.ตอนตีหนึ่ง ต่างคนต่างแยกย้ายลงตามจุดที่ใกล้บ้านมิตรภาพหลังจากกลับมาไม่เลือน ภาพในความทรงจำอยู่ในหัว และพลังงานที่เต็มเปี่ยมที่จะลุกขึ้นมาทำงานในวันใหม่

           ขอขอบคุณพี่ปิยะเว็บมาสเตอร์ตะลอน( www.ta-lon.com) และทีมงานที่จัดทริปนี้ให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติบนยอดหลังคาเมืองตาก
 

บี / เล่าเรื่อง  ภาพ / ปลาปิรันญ่า